
ณัฐพงศ์ คุณากรวงศ์ ต่อยอด‘เอสซี’ทศวรรษสอง
เป็นหนึ่งในซีอีโอรุ่นใหม่ที่ถูกจับตามองเป็นอันดับต้นๆ ของวงการอสังหาริมทรัพย์ หลังจาก ณัฐพงศ์ คุณากรวงศ์
โดย...สุกัญญา สินถิรศักดิ์
เป็นหนึ่งในซีอีโอรุ่นใหม่ที่ถูกจับตามองเป็นอันดับต้นๆ ของวงการอสังหาริมทรัพย์ หลังจาก ณัฐพงศ์ คุณากรวงศ์ ลูกเขย พ.ต.ท.ทักษิณ ชินวัตร ถูกแต่งตั้งให้เข้ามานั่งเก้าอี้ประธานเจ้าหน้าที่บริหาร บริษัท เอสซี แอสเสท คอร์ปอเรชั่น มีผลตั้งแต่วันที่ 1 ม.ค.ที่ผ่านมา แทน บุษบา ดามาพงศ์ ที่เกษียณอายุด้วยวัย 60 ปี
สิ่งที่ท้าทายซีอีโอใหม่แห่งค่ายเอสซีฯ ไม่ใช่แค่เรื่องอายุน้อย แต่ยังรวมถึงสายสัมพันธ์แห่งความเป็นลูกเขย จึงทำให้ ณัฐพงศ์ ต้องสร้างบทพิสูจน์ให้ตัวเองมากขึ้นไปอีก โดยก่อนที่จะก้าวสู่เก้าอี้ซีอีโอ “ณัฐพงศ์” เข้ามาทำงานในเอสซีฯ มาแล้ว 3 ปี ในตำแหน่งรองซีอีโอ และเป็นคณะกรรมการ (บอร์ด) ของบริษัท
“ถ้าถามว่ากดดันไหมกับการก้าวมาเป็นซีอีโอของเอสซีฯ จริงๆ ผมว่าทุกคนที่ได้ทำงานใหม่ ทุกคนจะกดดัน แต่ผมชอบความกดดัน เพราะแรงกดดันทำให้เราทำงานได้มากขึ้น” ณัฐพงศ์ กล่าว
ก่อนหน้าที่ซีอีโอรุ่นใหม่อย่าง ณัฐพงศ์ จะเข้ามาอยู่ในเอสซีฯ เคยมีประสบการณ์จากการทำงานที่หลากหลาย ทั้งพนักงานในบริษัทพัฒนาอสังหาริมทรัพย์ ที่ปรึกษาด้านการพัฒนาอสังหาริมทรัพย์ และพัฒนาอสังหาริมทรัพย์ ซึ่งเป็นโรงแรมบนที่ดินของครอบครัวคุณากรวงศ์
ณัฐพงศ์ กล่าวว่า โดยส่วนตัวมีความชอบเกี่ยวกับสถาปัตยกรรมอยู่ก่อนแล้ว งานอดิเรกคือการดูคอนโด ทั้งลงทุนเองด้วย ซื้อบ้าง ขายบ้าง ปล่อยเช่าบ้าง อยู่เองบ้าง และด้วยความชอบ เลยมีจุดมุ่งหมายว่าวันหนึ่งจะต้องเป็นนักพัฒนาอสังหาริมทรัพย์ ซึ่งประสบการณ์ที่ผ่านมา เรียกว่าเคยสวมหมวกมาแล้วหลายใบจากในหลายตำแหน่ง และหมวกแต่ละใบก็มีรายละเอียดแตกต่างกัน
จากประสบการณ์ในหลากหลายมุม ทำให้ทุกวันนี้เข้าใจบทบาทของแต่ละฝ่ายได้ดี หรือเจอทีมที่ร่วมงานกันท้อแท้ ก็ให้กำลังใจด้วยการให้มุมคิดด้านบวก การทำงานให้หนักก็เหมือนการลับมีดให้คม เพราะไม่รู้ว่าโอกาสดีจะเข้ามาเมื่อไร ถ้าโอกาสมา มีอาวุธที่คม ก็ใช้ได้ตลอดเวลา
สำหรับภาระหน้าที่ในเอสซีฯ ในฐานะซีอีโอรุ่นใหม่ ถ้าถามว่าอยากเห็นเอสซีฯ ก้าวสู่ทศวรรษที่สองอย่างไร ณัฐพงศ์ กล่าวว่า เอสซีฯ เพิ่งครบรอบ 10 ปี โดยอย่างที่ทราบว่าเอสซีฯ แตกมาจากเครือชิน ซึ่งตลอด 10 ปีที่ผ่านมา เอสซีฯ ได้รับการวางรากฐานจากกลุ่มผู้ก่อตั้งเป็นอย่างดี ระบบหลังบ้านขององค์กรมีความแข็งแรงมาก รวมถึงการดูแลหลังการขายที่ดี
ทั้งนี้ สะท้อนได้จากเสียงลูกค้าตลอด 10 ปีที่ผ่านมา ถือว่าผลตอบรับดีมาก กระแสการพูดถึงเชิงลบบนโลกออนไลน์น้อยมาก ซึ่งเป็นจุดแข็งที่ต้องต่อยอดออกไปในทศวรรษที่สอง เพราะนับจากนี้
เอสซีฯ จะเติบโตเร็วขึ้นกว่าเดิมและเป็นการเติบโตอย่างยั่งยืน ดังนั้น หลังบ้านและการดูแลหลังการขายสำคัญมาก
“จากยอดขายปีแรก 1,600 ล้านบาท สู่ยอดขาย 1 หมื่นล้านบาท ในปีที่ 10 ถือเป็นการเติบโตแบบค่อยเป็นค่อยไป แต่เป้าหมายใน 5 ปีต่อไปจากนี้ (2558-2562) เอสซีฯ จะมียอดขายแตะ 2 หมื่นล้านบาท หรือยอดขายเพิ่มเท่าตัวในเวลาที่สั้นลงแค่ 5 ปี”
ณัฐพงศ์ กล่าวว่า 10 ปีแรก มีลูกบ้าน 8,000 ครอบครัว หลังจากนี้จะเพิ่มอีก 1,000-2,000 ครอบครัวต่อเนื่อง ถ้ายอดขายแตะ 2 หมื่นล้านบาท ก็จะมีลูกบ้านเพิ่มเป็น 2 หมื่นครอบครัว การดูแลหลังการขายจึงต้องมีคุณภาพด้วย โดยโจทย์ที่ท่องทุกวัน คือ เมื่อไรที่ตั้งเป้าเติบโตเรื่องปริมาณ ต้องเติบโตเรื่องคุณภาพด้วย เพื่อความยั่งยืน และวิธีคิดแบบเอสซีฯ นี้ ทำให้ยอดขายที่เกิดจากลูกค้าบอกต่อที่ผ่านมาสูงถึง 1 ใน 5 ของลูกค้าทั้งหมด
นอกจากนี้ ยังต้องรักษาแชมป์ผู้นำอันดับ 1 ของสินค้ากลุ่มบ้านหรูระดับราคา 10-15 ล้านบาทขึ้นไป หลังจากที่สิ้นปี 2557 เอสซีฯ เพิ่งก้าวขึ้นแท่นเบอร์ 1 ในตลาดดังกล่าวได้เป็นปีแรก โดยหวังให้คนที่ต้องการซื้อบ้านหรูนึกถึงแบรนด์เอสซีฯ เป็นอันดับ 1 ส่วนภาพรวมของที่อยู่อาศัย หวังจะเป็นแบรนด์ 1 ใน 5 ที่คนอยากมีบ้านจดจำได้
ในเชิงการทำงาน แม้จะเป็นผู้บริหารรุ่นใหม่ แต่การตัดสินใจหลายเรื่องชอบฟังความเห็นจากทีม ไม่ชอบเผด็จการ เพราะบรรยากาศการทำงานที่ดี จะทำให้ผลงานออกมาดีเช่นกัน โดยเฉพาะปัจจุบันเริ่มมีกลุ่มเจนวายเข้ามาทำงานมากขึ้น ยิ่งต้องเข้าใจความต้องการ วิธีคิด วิธีทำงานของคนทั้งเจนเอ็กซ์และเจนวายให้ได้ ซึ่งก่อนหน้านี้เอสซีฯ เพิ่งปรับโฉมออฟฟิศที่อาคารชินวัตร 3 ใหม่ มีมุมโซเชียล คลับ ที่ชั้น 15 ให้พนักงานทุกคนมีโอกาสได้เจอกันนอกเวลางาน ลดช่องว่างระหว่างกัน และจะลดการปะทะกันในอนาคต
ต้องจับตาดู “เอสซี” ทศวรรษที่สอง ภายใต้การขับเคลื่อนของซีอีโอรุ่นใหม่ ว่าจะสามารถผลักดันให้เอสซีฯ แตะเป้าหมายในอีก 5 ปีได้หรือไม่







