
การรักษาเครดิต
โดย...เมาท์ คลองเตย
โดย...เมาท์ คลองเตย
หลายคนที่อยากมีสินทรัพย์เป็นของตัวเอง อย่างบ้าน รถยนต์ หรือแม้แต่กิจการค้าขายเล็กๆ น้อยๆ ส่วนใหญ่ไม่ค่อยมีความรู้เรื่องเคล็ดลับที่จะทำให้สามารถกู้เงินได้ง่ายขึ้น นั่นคือ การเดินบัญชีผ่านธนาคารที่เราสนใจจะเป็นลูกค้าและใช้บริการ จะเป็นเพราะใกล้บ้าน ร้านค้า หรือชื่นชอบในการบริการ
ผู้ที่เริ่มต้นทำธุรกิจไม่ควรมองข้ามในเรื่องนี้ เพราะปริมาณเงินเข้าและออกในบัญชีนั้น ถือเป็นสิ่งที่สะท้อนปริมาณการค้า รายได้ของธุรกิจ หรือรายได้ของตัวเรา ซึ่งสามารถนำมาเป็นหลักฐานอ้างอิงที่สำคัญในการใช้ประกอบการพิจารณาขอสินเชื่อต่างๆ กับธนาคารหรือสถาบันการเงิน
ปัจจุบันธนาคารมามาดใหม่ ไม่ได้มองแค่หลักประกันเงินกู้คุ้มมูลหนี้เท่านั้น แต่เขาจะดูกระแสเงินสดที่ไหลเข้าออกในกิจการ ซึ่งอาจเป็นส่วนสำคัญว่าจะได้เงินกู้หรือไม่ มากกว่ามีหลักประกันเงินกู้เสียอีก
วิธีการเดินบัญชี
ควรมีแหล่งที่มาของรายได้ ทั้งรายได้ประจำและไม่ประจำอย่างชัดเจน เช่น หากต้องการขอสินเชื่อประมาณ 10 ล้านบาทเพื่อซื้อบ้านอยู่อาศัย หรือทำกิจการค้าขายขนาดเล็ก ก็ควรวางแผนเดินบัญชีไว้ล่วงหน้า 2-3 ปี แสดงรายได้ประจำและไม่ประจำ
หากเป็นธุรกิจเล็กๆ แบบซื้อมาขายไป ก็ควรจะมีเงินเข้าบัญชีจากการโอนซื้อสินค้าของลูกค้า และมีการโอนเงินออกไปซื้อของมาเก็บสต๊อกรอจำหน่าย เป็นต้น ควรมีเงินเข้าบัญชีเป็นประจำทุกวัน วันละหลายๆ ครั้ง ตามรายการค้าที่เกิดขึ้น
แต่ถ้าลูกค้าจ่ายเป็นเงินสดไม่ได้นำเข้าบัญชีผ่านทางอินเทอร์เน็ตแบงก์กิ้ง หรือผ่านระบบอิเล็กทรอนิกส์แบงก์กิ้ง ก็ควรจะนำเงินสดไปเข้าบัญชี และทำสมุดบัญชีคู่กับการเดินบัญชีไว้เป็นหลักฐาน
ควรจะเก็บเงินก้อนไว้ในบัญชีในปริมาณที่เหมาะสม ไม่ใช่ถอนเงินออกจากบัญชีจนหมด หรือถอนเงินมากกว่าเงินเข้า สภาวะเช่นนี้สะท้อนให้เห็นว่าธุรกิจอาจไม่ดีจึงมีเงินออกมากกว่าเงินเข้า ต้องให้บัญชีเคลื่อนไหวตลอดเวลา
หากต้องการขอสินเชื่อ ธนาคารมักจะขอดูบัญชีว่ามีการเคลื่อนไหวของเงินเข้าและออกอย่างไร แม้กระทั่งขอทำบัตรเครดิต ธนาคารยังขอดูรายการบัญชีย้อนหลัง 6 เดือน หรือ 12 เดือน เพื่อเป็นส่วนในการตัดสินใจว่าจะให้กู้หรือไม่
เนื้อที่หมดแล้ว สัปดาห์หน้ามาดูกันต่อว่าการรักษาประวัติการเงินทำยังไงได้อีก







