
การจัดเก็บงบประมาณ ทำได้ต่ำกว่าเป้าหมายถึงเศรษฐกิจแย่?
เศรษฐกิจไทยในช่วงที่ผ่านมายังไม่ได้ฟื้นตัวอย่างที่หลายคนหวังไว้ หลายฝ่ายจึงพยายามมองหาสัญญาณต่างๆ ที่จะบ่งชี้ว่าเศรษฐกิจจะปรับตัวดีขึ้นในอนาคต แต่นอกจากจะหาสัญญาณดีไม่เจอกันเสียแล้ว กลับเจอแต่สัญญาณที่บ่งชี้ว่าเศรษฐกิจจะย่ำแย่ เช่น การส่งออกที่หดตัวลงไปค่อนข้างมาก หรือความเชื่อมั่นผู้บริโภคที่ปรับตัวลดลง เป็นต้น
เศรษฐกิจไทยในช่วงที่ผ่านมายังไม่ได้ฟื้นตัวอย่างที่หลายคนหวังไว้ หลายฝ่ายจึงพยายามมองหาสัญญาณต่างๆ ที่จะบ่งชี้ว่าเศรษฐกิจจะปรับตัวดีขึ้นในอนาคต แต่นอกจากจะหาสัญญาณดีไม่เจอกันเสียแล้ว กลับเจอแต่สัญญาณที่บ่งชี้ว่าเศรษฐกิจจะย่ำแย่ เช่น การส่งออกที่หดตัวลงไปค่อนข้างมาก หรือความเชื่อมั่นผู้บริโภคที่ปรับตัวลดลง เป็นต้น
นอกจากนี้ การจัดเก็บรายได้ภาครัฐที่พลาดเป้าต่อเนื่องก็มักถูกหยิบยกขึ้นมาใช้เป็นอีกสัญญาณที่ชี้ว่าเศรษฐกิจยังคงจะแย่
อย่างล่าสุดในช่วง 5 เดือนแรกของปีงบประมาณ (ต.ค. 2557-ก.พ. 2558) รัฐบาลจัดเก็บรายได้สุทธิ 8.16 แสนล้านบาท ต่ำกว่าเป้าหมายประมาณ 1.5% โดยเฉพาะรายได้หลักจากกรมสรรพากรและกรมศุลกากรที่ต่ำกว่าเป้าหมายไป 5.7% และ 3.3% ตามลำดับ แม้ว่าจะมีรายได้จากรัฐวิสาหกิจเข้ามาช่วยชดเชยได้บ้าง แต่การเก็บรายได้ที่ต่ำกว่าเป้าหมายของหน่วยงานหลักเช่นนี้ก็ถูกตีความไปว่าเศรษฐกิจในปีนี้จะแย่ลง
ส่วนหนึ่งก็ต้องยอมรับเศรษฐกิจไม่ได้ดีนักในปีนี้ ทางเราก็มีการปรับลดคาดการณ์เกี่ยวกับเศรษฐกิจในช่วงที่ผ่านมาเหมือนกัน แต่ในปัจจุบันเรามองว่าเศรษฐกิจไทยน่าจะเติบโตได้ 4.5% ในปีนี้ ค่อนข้างสูงกว่าคาดการณ์โดยทั่วไป โดยเราคาดว่าการใช้จ่ายภาครัฐและภาคการท่องเที่ยวน่าจะเป็นปัจจัยผลักดันที่สำคัญ
นอกจากนี้ รายจ่ายสินค้าพลังงานที่ลดลงตามทิศทางราคาน้ำมันก็ช่วยให้ครัวเรือนมีความสามารถในการจับจ่ายใช้สอยมากขึ้นด้วย ซึ่งเรายังคงคาดว่าเศรษฐกิจจะค่อยๆ ปรับตัวดีขึ้น
แม้ว่าเราจะมองภาพรวมเศรษฐกิจดีขึ้น แต่เราก็ยังคาดว่าการเก็บรายได้ภาครัฐน่าจะต่ำกว่าเป้าหมายต่อเนื่อง สาเหตุสำคัญมาจากสมมติฐานเกี่ยวกับเศรษฐกิจที่เปลี่ยนแปลงไป โดยเฉพาะในช่วงที่สถานการณ์เปลี่ยนแปลงค่อนข้างเร็วในปัจจุบันนี้
ทั้งนี้ ตามเอกสารงบประมาณ (งบประมาณโดยสังเขป ประจำปีงบประมาณ 2558 ฉบับปรับปรุง, สำนักงบประมาณ) สมมติฐานการเติบโตของ Real GDP สำหรับปี 2557 อยู่ที่ 1.5-2% แต่ตัวเลขที่ทางสำนักงานคณะกรรมการพัฒนาการเศรษฐกิจและสังคมแห่งชาติ (สศช.) ประกาศออกมาเมื่อวันที่ 16 ก.พ. 2558 (4เดือนครึ่งหลังจากเริ่มต้นปีงบประมาณ) ชี้ให้เห็นว่า Real GDP ของไทยเติบโตเพียง 0.7% เท่านั้นในปีก่อน ต่ำกว่าที่คาดการณ์ไว้ในเอกสารงบประมาณถึง 0.8-1.3%
ทั้งนี้ เราไม่ได้ชี้ว่ามุมมองของหน่วยงานภาครัฐไม่ถูกต้องแต่อย่างใด เพราะจริงๆ แล้วนักเศรษฐศาสตร์หลายคนก็คาดการเติบโตในระดับใกล้เคียง 2% ในช่วงเวลาเดียวกับที่มีการจัดทำงบประมาณนั้น แม้ว่าตัวเลขคาดการณ์การเติบโตสำหรับปี 2558 ในเอกสารงบประมาณจะอยู่ที่ประมาณ 3.5-4.5% ใกล้เคียงกับมุมมองของหลายฝ่ายในปัจจุบัน แต่ข้อมูลปี 2557 ที่เปลี่ยนไปจากที่คาดจะกระทบต่อมูลค่าของ Real GDP ที่คาดการณ์สำหรับปี 2558 ตามเอกสารงบประมาณให้สูงเกินไปถึง 0.8-1.3% จากมุมมองในปัจจุบันด้วย ซึ่งย่อมจะส่งผลกระทบต่อฐานภาษีและการจัดเก็บภาษีในที่สุด
นอกจากนี้ สมมติฐานเงินเฟ้อก็มีส่วนที่ทำให้การจัดเก็บรายได้ภาครัฐต่ำกว่าเป้าด้วย แม้ว่าตัวเลขเงินเฟ้อในปี 2557 ที่คาดการณ์ไว้ในเอกสารงบประมาณจะใกล้เคียงกับค่าจริงที่เกิดขึ้น แต่เอกสารงบประมาณระบุคาดการณ์เงินเฟ้อสำหรับปี 2558 อยู่ที่ 1.8-2.8% ซึ่งปัจจุบัน ธปท.คาดการณ์เงินเฟ้อสำหรับปีนี้ไว้ที่ 0.2% เท่านั้น อันเป็นผลจากราคาน้ำมันดิบในตลาดโลกที่ลดลงมากจาก 90 เหรียญสหรัฐ/บาร์เรลในตอนเริ่มปีงบประมาณ เหลือประมาณ 50 เหรียญสหรัฐ/บาร์เรลในปัจจุบัน ทำให้เงินเฟ้อคาดการณ์ในเอกสารงบประมาณกับมุมมองในปัจจุบันต่างกันถึง 1.6-2.6%
เมื่อรวมกับผลของ Real GDP ปี 2557 ที่ต่ำกว่าที่คาด และเงินเฟ้อในปี 2558 ที่ต่ำกว่าที่ประเมินในเอกสารงบประมาณแล้ว น่าจะทำให้มูลค่าของ Nominal GDP ลดต่ำลงไปถึง 2.4-3.9% ซึ่งนั่นก็ค่อนข้างใกล้เคียงกับการจัดเก็บรายได้ที่ต่ำกว่าเป้าหมาย
ดังนั้นแล้วเรามองว่าการที่ภาครัฐจัดเก็บรายได้ต่ำกว่าเป้าหมายนี้น่าจะเป็นผลจากเป้าหมายสูงเกินไป และไม่ได้สะท้อนมุมมองเศรษฐกิจในปัจจุบันซึ่งอยู่ในคาดการณ์ของตลาดแล้วครับ







