posttoday
ไอพีโอเฟื่องท่ามกลางเศรษฐกิจซึม

ไอพีโอเฟื่องท่ามกลางเศรษฐกิจซึม

16 เมษายน 2558

โดย...บงกชรัตน์ สร้อยทอง

โดย...บงกชรัตน์ สร้อยทอง

“ชนิตร ชาญชัยณรงค์” รองผู้จัดการสายงานผู้ออกหลักทรัพย์และบริษัทจดทะเบียน ตลาดหลักทรัพย์แห่งประเทศไทย (ตลท.) เปิดเผยว่า ยังมั่นใจว่าบริษัทที่เตรียมเสนอขายหุ้นให้ประชาชนเป็นครั้งแรก (ไอพีโอ) ที่เตรียมจดทะเบียนเข้าตลาดหลักทรัพย์แห่งประเทศไทย (SET) และตลาดหลักทรัพย์ เอ็ม เอ ไอ (mai) ปี 2558 ยังสามารถไปต่อได้ และมีแนวโน้มว่าจะได้เกินเป้าที่ตั้งไว้ปีนี้ที่คาดว่าจะมีมูลค่าหลักทรัพย์ตามราคาตลาด (มาร์เก็ตแคป) ไอพีโออยู่ที่ 2.5 แสนล้านบาท เพราะผ่านไปเพียงไตรมาสเดียว มีมาร์เก็ตแคปหุ้นไอพีโอแล้ว 1.01 แสนล้านบาท จากหุ้นที่เข้าใหม่ทั้งหมด 8 แห่ง

ทั้งนี้ แม้เศรษฐกิจไทยจะชะลอตัวไปบ้าง แต่บริษัทที่เตรียมตัวเสนอขายหุ้นไอพีโอมีเจตนาชัดเจนว่าต้องการใช้ตลาดทุนเป็นทางเลือกที่ทำให้ต้นทุนถูกที่สุด ประกอบกับมีบริษัทจดทะเบียน (บจ.) รุ่นพี่ทั้งธุรกิจขนาดใหญ่ ขนาดกลางและขนาดเล็ก (เอสเอ็มอี) จากในกรุงเทพฯ และต่างจังหวัดเป็นตัวอย่างให้เห็น

“เป็นเรื่องปกติที่บริษัทต่างๆ ขอรอดูงบการเงินของปี 2557 ออกมาให้หมดก่อน ซึ่งถ้าผลประกอบการออกมาไม่ขาดทุนก็คงไม่พักเรื่องการขายหุ้นไอพีโอออกไป และตอนนี้ทุกบริษัทยังยืนยันตามแผนงานตัวเอง หลายแห่งเข้าใจแล้วว่าตลาดทุนเป็นตัวช่วยอย่างดี การทำไอพีโอเพียงอย่างเดียวไม่ใช่คำตอบของทุกอย่างในการเข้าตลาดหุ้น สิ่งสำคัญคือ หลังจากนั้นยังมีเครื่องมือทางการเงินอีกมากที่ช่วยให้บริษัทขยายกิจการเติบโตได้อีกมาก”

ปัจจุบันยังมีบริษัทที่เตรียมยื่นเสนอรายการ (ไฟลิ่ง) กับสำนักงานคณะกรรมการกำกับหลักทรัพย์และตลาดหลักทรัพย์ (ก.ล.ต.) ไตรมาส 2 ประมาณ 33 แห่ง โดยต้นปี 2558 มีบริษัทยื่นไปแล้วทั้งหมด 4-5 แห่ง หากผลประกอบการที่ออกมาไม่มีอะไรผิดพลาด ที่ปรึกษาทางการเงินช่วยเตรียมตัวดี ปัจจุบันกระบวนในการพิจารณาไฟลิ่งก็อยู่ที่ 100-150 วัน

“ชนิตร” กล่าวว่า ตลอด 9 ปีที่ผ่านมา มาร์เก็ตแคปหุ้นไอพีโอไทยเพิ่มขึ้นมา 2.2 ล้านล้านบาท หรือคิดเป็น 11% ของมาร์เก็ตแคปโดยรวมในปัจจุบันที่ 14.5 ล้านล้านบาท ขณะที่หุ้นไอพีโอเข้ามาใหม่ทั้งหมด 221 หลักทรัพย์ หรือคิดเป็น 1 ใน 3 ของหลักทรัพย์จดทะเบียนปัจจุบัน แบ่งเป็น หุ้น 166 แห่ง และกองทุนรวม 55 กอง

โดยเฉพาะในช่วง 3 ปี ตั้งแต่ 2555-2557 หุ้นไอพีโอของไทยมีการเติบโตอย่างต่อเนื่อง ไม่ได้กระจุกตัวอยู่ในเมืองเหมือนเมื่อก่อน ตอนนี้บริษัทที่อยู่ต่างจังหวัดได้เข้ามาใช้ตลาดทุนมากขึ้น ธุรกิจที่เคยเป็นระบบครอบครัวก็เริ่มเปลี่ยนทัศนคติและเห็นตลาดทุนเป็นตัวช่วยหนึ่ง หรือบริษัทแม่ก็พร้อมที่จะแยกให้ลูกเติบโตด้วยตัวเองมากขึ้น

ปัจจุบันไอพีโอไม่ใช่เอสเอ็มอีเท่านั้น เพราะ 3 ปีที่ผ่านมามีไอพีโอที่เข้ามาแล้วมีมาร์เก็ตแคปที่ปกติเข้าตานักลงทุนสถาบันต่างประเทศระดับ 1,000 ล้านเหรียญสหรัฐถึง 10 บริษัท มากกว่าประเทศเพื่อนบ้าน และคาดว่าปีนี้ก็น่าจะอยู่ในทิศทางเดียวกันต่อเนื่อง เพราะเอกชนมองอนาคตจำเป็นต้องขยายงานและลงทุนเพื่อรองรับเขตเศรษฐกิจกลุ่มลำน้ำโขงและประชาคมเศรษฐกิจอาเซียน (เออีซี)

อย่างไรก็ตาม 10 ปีที่ผ่านมาไม่มีรัฐวิสาหกิจเข้าจดทะเบียน มีเพียง 14 บจ.รัฐวิสาหกิจที่จดทะเบียนใน SET อยู่แล้วก่อนหน้านั้น จาก บจ.ทั้งหมด 600 แห่ง อาจเป็นเพราะไม่อยากมีการเปลี่ยนแปลง รวมถึงเป็นปัญหาที่ติดขัดและสะสมมาทุกรัฐบาลที่ไม่มีใครทำ ทั้งที่ความจริงหากรัฐวิสาหกิจดูแลตัวเองได้ จะช่วยลดงบประมาณของภาครัฐแต่ละปีได้ไม่น้อย ที่สำคัญวันนี้เศรษฐกิจไทยแย่และยังขาดปัจจัยมากระตุ้นเศรษฐกิจ แต่ประเทศเพื่อนบ้านทั้งมาเลเซียและสิงคโปร์ มองการนำรัฐวิสาหกิจเข้าจดทะเบียนเป็นตัวกระตุ้นเศรษฐกิจอย่างหนึ่ง

ทั้งนี้ ช่วงไปนำเสนอข้อมูล (โรดโชว์) ต่างประเทศ นักลงทุนต่างชาติมักถามว่าอนาคตไทยจะเติบโตอย่างไร ที่ผ่านมามีกีฬาสีการเมือง แต่ไทยเคยเป็นเบอร์หนึ่งของการผลิตชั้นส่วนอิเล็กทรอนิกส์และชิ้นส่วนรถยนต์ แต่ทุกอย่างเริ่มเปลี่ยนไป ไทยควรมีเครื่องมือช่วยกระตุ้นเศรษฐกิจคือการลงทุนโครงสร้างพื้นฐานที่ควรลงมือทำสักทีโดยไม่ต้องห่วงเรื่องหนี้้สาธารณะ เพราะถ้าไม่เริ่มตอนนี้ประเทศไทยจะไม่มีการเติบโตเลย

ข่าวล่าสุด

“วราวุธ” ลุยปราบขยะพิษ จ่อแก้กฎหมายเพิ่มโทษปรับ 10 ล้าน

“วราวุธ” ลุยปราบขยะพิษ จ่อแก้กฎหมายเพิ่มโทษปรับ 10 ล้าน