
สินค้าใหม่-ช่องทางแบงก์
ธุรกิจประกันชีวิตและประกันวินาศภัย เริ่มเห็นสัญญาณการฟื้นตัวชัดเจนในไตรมาส 2 หลังจากไตรมาสแรกยอดขายใหม่ชะลอตัวตามเศรษฐกิจของประเทศ
โดย...วารุณี อินวันนา
ธุรกิจประกันชีวิตและประกันวินาศภัย เริ่มเห็นสัญญาณการฟื้นตัวชัดเจนในไตรมาส 2 หลังจากไตรมาสแรกยอดขายใหม่ชะลอตัวตามเศรษฐกิจของประเทศ
ปัจจัยบวกที่จะเข้ามาช่วงไตรมาส 2 ที่จะดันให้ยอดขายประกันภัยเพิ่มขึ้นชัดเจนนั้น วราวรรณ เวชชสัสถ์ รองเลขาธิการด้านกำกับ สำนักงานคณะกรรมการกำกับและส่งเสริมการประกอบธุรกิจประกันภัย (คปภ.) และ อานนท์ วังวสุ นายกสมาคมประกันวินาศภัยไทย เห็นตรงกันว่า มาจากกรมธรรม์ใหม่ที่ทยอยออกสู่ตลาด
เริ่มตั้งแต่เดือน เม.ย.นี้ มีกรมธรรม์คุ้มครองสินเชื่อเพื่อประชาชนออกสู่ตลาด ซึ่งเป็นกรมธรรม์ประกันชีวิตคุ้มครองสินเชื่อให้กับประชาชน โดยให้ประชาชนมีสิทธิเลือกซื้อประกันสินเชื่อกับบริษัทประกันชีวิตรายใดก็ได้ จากเดิมที่ประชาชนมีการร้องเรียนว่าถูกสถาบันการเงินบังคับให้ทำประกันภัยกับสถาบันการเงินที่ไปขอสินเชื่อ ซึ่งมีบริษัทประกันชีวิตร่วมขาย 12 บริษัท อัตราเบี้ยประกันภัยลดต่ำลงอย่างน้อย 12.5% เมื่อเทียบกับที่ซื้อผ่านสถาบันการเงิน จะกระตุ้นให้เบี้ยประกันภัยเพิ่มขึ้น
ขณะเดียวกัน ยังมีประกันภัยความรับผิดต่อบุคคลภายนอก ซึ่งมีกฎหมายออกมาบังคับให้ผู้ประกอบการธุรกิจพลังงานต้องซื้อประกันภัย ภายในเดือน พ.ค.นี้ หากไม่ซื้อจะไม่ต่อใบอนุญาต และมีบทลงโทษชัดเจน ปรับไม่เกิน 1 แสนบาทจำคุกไม่เกิน 1 ปี จะทำให้ผู้ประกอบการที่มีประมาณ 2 หมื่นราย ต้องทำประกันภัยดังกล่าว ซึ่งจะทำให้มีเบี้ยจากกรมธรรม์ใหม่เข้ามาจากที่ไม่เคยมี
นอกจากนี้ กระทรวงมหาดไทยกำลังจัดทำบทลงโทษเจ้าของอาคารสูง และอาคารที่ให้บริการแก่ประชาชน ต้องจัดทำประกันภัยความรับผิดต่อบุคคลภายนอก เพื่อให้เจ้าของอาคารรับผิดชอบต่อสังคมมากขึ้น หากมีบทลงโทษชัดเจน จะทำให้เจ้าของอาคารหันมาทำประกันภัย
สำหรับการประกันภัยนาข้าว ที่กำลังจะเริ่มขายเดือน พ.ค.ที่จะถึงนี้ จะเร่งให้ขายเร็วขึ้น จากเดิมที่กำหนดให้ต้องซื้อก่อน 45 วัน แต่ปีนี้ทันทีที่ประชุมคณะรัฐมนตรีมีมติเห็นชอบ ทางสมาคมประกันวินาศภัยไทยจะทำหน้าที่เป็นศูนย์กลางในการให้ข้อมูลแก่เกษตรกรเพื่อเร่งให้มีเบี้ยเข้ามาเร็วขึ้น และจะมีการเก็บเบี้ยประกันนาข้าวไว้ในประเทศเพิ่มเป็น 10% จากเดิม 5%
ส่วนประกันอัคคีภัยบ้านที่อยู่อาศัยระยะยาว ซึ่งเริ่มเป็นที่ต้องการของประชาชน เห็นได้จากมีบริษัทประกันภัยมาขอปรับพิกัดราคาเบี้ยประกันระยะยาวเข้ามาแล้ว จากเดิมที่ขายประกันเก็บเบี้ยปีต่อปีเป็นส่วนใหญ่ ส่วนประกันอัคคีภัยระยะยาว จะขายผ่านธนาคาร เช่น ธนาคารอาคารสงเคราะห์
นอกจากนี้ ประกันภัยที่เกี่ยวกับจิตสำนึกของประชาชนขายดีมากในไตรมาสแรก และเชื่อว่าไตรมาส 2 จะยังขายดีต่อเนื่อง เช่น ประกันภัยอุบัติเหตุส่วนบุคคล ประกันสุขภาพ ซึ่งบริษัทประกันชีวิตและบริษัทประกันวินาศภัยเห็นภาพชัดแล้ว จะทำให้ทุกบริษัทหันมากระตุ้นกำลังซื้อในสองตลาดนี้มากขึ้น
ขณะที่ในมุมของช่องทางการจำหน่าย ธนาคารจะเป็นช่องทางที่มีอัตราการเติบโตสูงมาก จากกลยุทธ์ประชิดตัวลูกค้าได้ง่ายที่สุด ประกอบกับสินเชื่อไม่โต ทำให้ธนาคารจะหันมาบุกหารายได้จากค่าธรรมเนียมประกันอย่างเต็มที่ และเปลี่ยนลูกค้าเงินฝากให้เป็นลูกค้าประกัน ด้วยการเสนอแบบประกันชีวิตระยะสั้น ส่วนช่องทางขายผ่านตัวแทนและนายหน้า ยังคงเติบโตตามปกติ แต่จะไม่เติบโตแรงเหมือนธนาคาร
ด้านความเคลื่อนไหวรายบริษัทประกันชีวิตในไตรมาส 2 นี้ ซาลูน ธรรม ประธานเจ้าหน้าที่บริหารเอไอเอ ประเทศไทย ประกาศชัด ให้ตัวแทนเน้นขายความคุ้มครองโรคมะเร็ง โรคร้ายแรง และกรมธรรม์ประกันชีวิตระยะยาว เพื่อผลักดันให้จำนวนลูกค้าของบริษัทเพิ่มขึ้น ซึ่งปีนี้เอไอเอได้รับการส่งสัญญาณจาก มาร์ค ทักเกอร์ ประธานเจ้าหน้าที่บริหารและกรรมการผู้จัดการใหญ่ กลุ่มบริษัท เอไอเอ ให้เร่งนำบริษัทกลับคืนสู่ประกันชีวิตอันดับ 1 ในไทยที่มียอดขายใหม่สูงสุดให้ได้ หลังจากปีที่ผ่านมาและ 2 เดือนแรกของปีนี้ได้สูญเสียแชมป์ในรอบกว่า 70 ปี
บริษัท เมืองไทยประกันชีวิต ที่มี สาระ ลำซำ นั่งเป็นกรรมการผู้จัดการ คือผู้คว้าที่ 1 โดยไตรมาส 2 ปีนี้ ส่งกรมธรรม์คุ้มครองระยะยาวแต่จ่ายเบี้ยระยะสั้นควบกับความคุ้มครองด้านอุบัติเหตุ ประกันสุขภาพออกมาแล้ว พร้อมกับสินค้าระยะปานกลางชำระเบี้ย 5 ปี โดยเน้นการคืนเงินให้ลูกค้าทุกปี
ทั้งนี้ 2 เดือนแรกของปี 2558 ธุรกิจประกันชีวิตทั้งระบบมีเบี้ยปีแรก 1.78 หมื่นล้านบาท เพิ่มขึ้น 3% บริษัท เมืองไทยประกันชีวิต มีเบี้ยปีแรก 4,279.9 ล้านบาท เติบโต 38% บริษัท เอไอเอ 2,911.3 ล้านบาท เพิ่มขึ้น 5% ส่วนกรุงไทยแอกซ่า มีเบี้ยปีแรก 2,151.6 ล้านบาท เพิ่มขึ้น 20% ด้านธุรกิจประกันวินาศภัย 2 เดือนแรกมีเบี้ยรับรวม 3.45 หมื่นล้านบาท เพิ่มขึ้นเพียง 25 ล้านบาท โต 0%







