posttoday
ราคาตราสารหนี้ อายุไม่เกินปีปรับขึ้น

ราคาตราสารหนี้ อายุไม่เกินปีปรับขึ้น

15 เมษายน 2558

ภาวะตลาดตราสารหนี้ (7-10 เม.ย. 2558) ปริมาณการซื้อขายตราสารหนี้ในสัปดาห์นี้ (4 วันทำการ) มีมูลค่ารวม 464,772.21 ล้านบาท หรือเฉลี่ยอยู่ที่ประมาณวันละ 116,193.05 ล้านบาท ปรับตัวลดลงจากสัปดาห์ก่อนหน้าประมาณ 2% ทั้งนี้เมื่อแยกตามประเภทของตราสารแล้ว จะพบว่ากว่า 72% ของมูลค่าการซื้อขายทั้งหมด หรือประมาณ 334,171 ล้านบาท เป็นการซื้อขายในตราสารหนี้ที่ออกโดยธนาคารแห่งประเทศไทย (State Agency Bond) ซึ่งส่วนใหญ่แล้วเป็นตราสารที่มีอายุคงเหลือค่อนข้างน้อย (ไม่เกิน 6 เดือน)

ภาวะตลาดตราสารหนี้ (7-10 เม.ย. 2558) ปริมาณการซื้อขายตราสารหนี้ในสัปดาห์นี้ (4 วันทำการ) มีมูลค่ารวม 464,772.21 ล้านบาท หรือเฉลี่ยอยู่ที่ประมาณวันละ 116,193.05 ล้านบาท ปรับตัวลดลงจากสัปดาห์ก่อนหน้าประมาณ 2% ทั้งนี้เมื่อแยกตามประเภทของตราสารแล้ว จะพบว่ากว่า 72% ของมูลค่าการซื้อขายทั้งหมด หรือประมาณ 334,171 ล้านบาท เป็นการซื้อขายในตราสารหนี้ที่ออกโดยธนาคารแห่งประเทศไทย (State Agency Bond) ซึ่งส่วนใหญ่แล้วเป็นตราสารที่มีอายุคงเหลือค่อนข้างน้อย (ไม่เกิน 6 เดือน)

ขณะที่พันธบัตรรัฐบาลที่ออกโดยกระทรวงการคลัง (Government Bond) มีมูลค่าการซื้อขายเท่ากับ 91,123 ล้านบาท และหุ้นกู้ที่ออกโดยภาคเอกชน (Corporate Bond) มีมูลค่าการซื้อขายเท่ากับ 5,537 ล้านบาท หรือคิดเป็น 20% และ 1% ของมูลค่าการซื้อขายทั้งหมดที่เกิดขึ้น ตามลำดับ

สำหรับ พันธบัตรรัฐบาล ที่มีปริมาณการซื้อขายสูงที่สุด 3 อันดับแรก คือ รุ่น LB196A (อายุ 4.2 ปี) LB236A(อายุ 8.2 ปี) และ LB21DA (อายุ 6.7 ปี) โดยมีมูลค่าการซื้อขายในแต่ละรุ่นเท่ากับ 34,568 ล้านบาท 16,539 ล้านบาท และ 9,639 ล้านบาท ตามลำดับ

ขณะที่ หุ้นกู้ภาคเอกชน ที่มีปริมาณการซื้อขายสูงที่สุด 3 อันดับแรก ได้แก่ หุ้นกู้ของบริษัท เจริญโภคภัณฑ์อาหาร รุ่น CPF163A (A+) มูลค่าการซื้อขาย 796 ล้านบาท หุ้นกู้ของบริษัท ซีพี ออลล์ รุ่น CPALL248B (A+(tha)) มูลค่าการซื้อขาย 259 ล้านบาท และหุ้นกู้ของบริษัท โตโยต้า ลีสซิ่ง (ประเทศไทย) รุ่น TLT174A (AAA) มูลค่าการซื้อขาย 256 ล้านบาท

ราคา (Price) ของพันธบัตรรัฐบาลปรับตัวเพิ่มขึ้นในตราสารอายุ 1 ปีลงไป หรือผู้ซื้อจะได้ผลตอบแทน (Yield) ลดลงประมาณ 0.01-0.02% หากเข้าซื้อพันธบัตรในช่วงสัปดาห์ที่ผ่านมา ภายหลังการประชุมระหว่างคณะกรรมการบริหารไอเอ็มเอฟและธนาคารแห่งประเทศไทย ได้สรุปการประเมินภาวะเศรษฐกิจไทยประจำปี 2558 ว่า เศรษฐกิจไทยมีแนวโน้มฟื้นตัวต่อเนื่องในปี 2558 และมีโอกาสเติบโตได้ถึงร้อยละ 3.7 โดยมีปัจจัยสนับสนุนจากการบริโภคที่ฟื้นตัวและการลงทุนภาคเอกชน

ทั้งนี้ คณะกรรมการเห็นด้วยว่าไทยยังคงมีเครื่องมือต่างๆ ที่สามารถจะนำมาใช้เพื่อดูแลเสถียรภาพเศรษฐกิจ อาทิ ทุนสำรองระหว่างประเทศที่มีจำนวนมาก และนโยบายอัตราแลกเปลี่ยนที่ยืดหยุ่น ซึ่งจะทำหน้าที่เป็นเครื่องมือรองรับความผันผวนในตลาดการเงิน ขณะที่ผลประชุม FOMC Minutes ของสหรัฐ ยังไม่ส่งสัญญาณการปรับขึ้นของอัตราดอกเบี้ย

ในช่วงสัปดาห์ที่ผ่านมา (7-10 เม.ย. 2558) มีเม็ดเงินต่างชาติไหลออกจากการลงทุนในตราสารหนี้รวมสุทธิ6,160 ล้านบาท โดยเงินไหลออกจากตราสารหนี้ระยะยาว (อายุคงเหลือ > 1 ปี) ประมาณ 7,016 ล้านบาท และไหลเข้ามาในตราสารหนี้ระยะสั้น (อายุน้อยกว่า 1 ปี) ประมาณ 856 ล้านบาท

หมายเหตุ : อันดับเครดิต หมายถึง อันดับเครดิตของหุ้นกู้เฉพาะรุ่น หรืออันดับเครดิตของผู้ออกหุ้นกู้

ข่าวล่าสุด

ปภ. – ออมสิน โอนเงินเยียวยาน้ำท่วม รวมกว่า 5,225 ล้านบาท

ปภ. – ออมสิน โอนเงินเยียวยาน้ำท่วม รวมกว่า 5,225 ล้านบาท