posttoday
คิดที่สี่แห่ง‘สี่คิด’

คิดที่สี่แห่ง‘สี่คิด’

15 เมษายน 2558

โดย...ภาววิทย์ กลิ่นประทุม

โดย...ภาววิทย์ กลิ่นประทุม

เราผ่านมา 3 คิด ก็เริ่มฉลาดและรวยขึ้นเรื่อยๆ เริ่มจาก “คิดบวก” พวกนี้เห็นโอกาสในวิกฤต เป็นผู้เหมาะจะเป็น Trouble Shooter และเหมาะเป็นแม่ทัพ แค่นั้นไม่พอ “คิดบวก” แล้วต้องมีบารมี โดยคิดให้มากกว่าตัวเอง คิดเผื่อคนอื่น ก็คือ “คิดเผื่อ” ทำให้คนคนนั้นมีบารมี สามารถเป็นผู้นำ

เมื่อเป็นผู้นำ เป็นแม่ทัพ มีทีม ก็ต้องหาโอกาสในธุรกิจที่มีอยู่รอบๆ ตัว ซึ่งการหาโอกาสเราคุยเรื่อง “คิดแก้ไข”ไปแล้ว เป็นการมองโอกาสจากปัญหารอบๆ ตัว แล้วเอาปัญหานั้น มาสร้างเป็นธุรกิจ

มาสู่ “คิดที่สี่” คือ “คิดสร้างประโยชน์” การคิดสร้างประโยชน์คือโอกาสการสร้างธุรกิจระดับใหญ่ แน่นอน ที่กล่าวมา ไม่ว่าจะเป็น Google Facebook ล้วนเป็นธุรกิจที่สร้างประโยชน์ทั้งสิ้น

ลองมองง่ายๆ การเริ่มธุรกิจมันเริ่มจากการที่เรามอง “ปัญหา” แล้วคิดวิธีแก้ไข ถ้าปัญหานั้น มันเป็นปัญหาเล็กๆ ก็คือ เราสร้างธุรกิจเล็กๆ แต่ถ้าปัญหานั้นเป็นปัญหาใหญ่ แล้วนำมาซึ่งการต่อยอดและการสร้างประโยชน์ ก็แปลว่าเราได้สร้างธุรกิจใหญ่

วันนี้ที่คนส่วนใหญ่หาโอกาสในชีวิตไม่ได้ ไม่รวย เพราะเรามองแค่ตัวเองเท่านั้น ซึ่งแปลง่ายๆ ว่า ยิ่งเราเห็นแก่ตัวแค่ไหน เรายิ่งตาบอด เพราะโอกาสในการสร้างความมั่งคั่ง สร้างธุรกิจ มันคือสิ่งที่เราต้องคิดจากการแก้ปัญหา และการสร้างประโยชน์ให้คนอื่นเท่านั้น

คนส่วนใหญ่เป็นแค่ผู้ตาม ก็เพราะเขาคิดแค่ตัวเอง เห็นแก่ตัว แต่ถ้าคนคนนั้นมองกว้างกว่าตัวเอง เขาก็จะเริ่มเป็นผู้นำแล้ว แปลกไหมล่ะ ที่ทุกวันนี้ยิ่งโลกพัฒนาไปเท่าไหร่ มนุษย์ก็มองแคบลงเรื่อยๆ โง่ลงเรื่อยๆ ใช่!! วิธีทำให้คนฉลาดขึ้น รวยขึ้น ก็คือทำให้เขาคิดเพื่อคนอื่น ทำเพื่อคนอื่นนั่นเอง

สิ่งที่น่าสนุกกว่านั้น คุณทราบไหมว่า วันนี้องค์กรต่างๆ เดินไปผิดทาง เพราะตั้งคำถามห่วยๆ

คำถามที่ห่วยที่สุดในองค์กร และทำให้ลูกน้องโง่ลงเรื่อยๆ คือ “ทำอย่างไรให้เราทำให้ได้ตามเป้าหมาย” คุ้นๆ ไหมครับ ใช้ชีวิตตาม KPI ตามเป้าหมายที่องค์กรกำหนด ถูกต้อง!!มันเป็นวิธีใช้ชีวิตที่ห่วยที่สุด เพราะมันทำให้คนทำตามโง่ลงเรื่อยๆ

หลายคนอาจจะสงสัยว่า “การทำตามเป้า KPI ก็คือทำให้บริษัทรวยขึ้น เพราะเป้าหมายของบริษัทคือขยายรายได้และกำไร แล้วมันไม่ดีอย่างไร” มันแย่ เพราะมันเป็นการทำให้เราคิดสร้างสรรค์น้อยลง

วันนี้จริงๆ เราไม่ได้เจอปัญหาที่ยากกว่าในอดีต เพียงแต่เราโดนจำกัดความคิดมากกว่าสมัยเผด็จการเสียอีกคุณลองดูระบบโรงเรียน วันนี้สอนให้คนโง่ลงเรื่อยๆ เพราะโรงเรียนสอนคนเรียนโดยการเอาคำตอบมาให้ดู จากนั้นก็ออกข้อสอบมาตรวจดูว่าคนเรียนจำที่สอนได้ไหม “สอนให้ท่องจำ” นี่ไม่ต่างจากสอนคนให้เป็นแรงงาน

บอกตรงๆ งานแบบนี้หุ่นยนต์และเครื่องจักรทำได้ดีกว่าคน ฟันธงเลยว่าใครถนัดการทำงานแบบท่องจำต่อไปจะตกงาน เพราะคุณจะถูกแทนด้วยเครื่องจักรและหุ่นยนต์ (คนที่ทำงาน Routine ซ้ำ คนที่ใช้การท่องจำ ทำตามความเคยชิน)

โอเค งั้นอะไรล่ะที่จะสอนให้คนฉลาดขึ้น?

ก็เริ่มจากสอนให้คนเรียนตั้งโจทย์เอง เพราะการตั้งโจทย์มันต้องเริ่มจากการเรียนรู้ปัญหา และโจทย์ก็คือสิ่งที่แยกความแตกต่างในชีวิตจริง ว่าคนคนนี้จะล้มเหลวหรือสำเร็จในชีวิต

มาฝึกการตั้งโจทย์ดีกว่า ว่าเราสามารถคิดต่างจากคนส่วนใหญ่ได้หรือไม่

โจทย์แรก บริษัทมักจะให้โจทย์ว่า ให้เราทำงานให้ทะลุเป้าที่บริษัทตั้ง แต่นั่นเป็นการคิดที่ผิด เพราะแท้จริงแล้วโจทย์เหล่านั้นคือโจทย์ของแรงงานที่ถาม What กับ How

ยกตัวอย่าง ถ้าพนักงานขับรถ เขาก็จะมีโจทย์ What อยู่ในหัว คือ “นายจะให้ผมไปส่งที่ไหน” “จะให้ผมทำอะไร”ทำอะไร What What What อันนี้คือโจทย์ที่ตั้งโดยคนที่เหมาะกับเป็นผู้ใช้แรงงาน คือ รายได้ต่ำ ไม่มีอนาคตส่วนโจทย์ของพวก White Collar หรือบริษัทในปัจจุบัน ก็คือ “ทำยังไงให้ยอดขายเข้าเป้า” มันคือเฝ้าถามแต่ How ทำยังไง? ปัญหาของการถามว่าทำอย่างไร คือ เราไม่เรียนรู้มันทำให้เราคิดอยู่ในกรอบ นั่นก็คือ ทำงานด้วยวิธีคิดเดิมแต่ทำงานหนักขึ้น

ใช่ครับ!! วันนี้คนส่วนใหญ่ใช้วิธีเพิ่มยอดขายให้บริษัทโดยการทำงานให้หนักขึ้น ฮึม!! วิธีคิดแบบแรงงานชัดๆ

ทางแก้คือ คิดแบบ “นักคิด” คิดแบบเจ้าของ คิดแบบผู้นำ คือ “คิดสร้างประโยชน์” คิดโดยตั้งคำถามกับทุกสิ่งว่า “ทำไม” เช่น เราต้องถามว่า “ทำไมลูกค้าต้องซื้อสินค้าเรามากขึ้น”

ยกตัวอย่าง เราเป็นบริษัทขายอาหาร ต้องตอบว่า“ทำไมลูกค้าต้องกินอาหารเรา” แน่นอน เราต้องกลับมามองถึงประโยชน์ที่เราจะให้กับลูกค้า นี่แหละคิดสร้างประโยชน์ ถาม Why ในทุกสิ่ง แล้วตัวเราจะฉลาดขึ้น ลูกน้องก็จะฉลาดขึ้น จัดไป!!

ข่าวล่าสุด

Microsoft เลือกไทยประเทศแรก ปั้นคนไทยสู่เศรษฐกิจ AI เชื่อมทักษะทำงาน

Microsoft เลือกไทยประเทศแรก ปั้นคนไทยสู่เศรษฐกิจ AI เชื่อมทักษะทำงาน