
Boss เจ้าตลาดกรรไกร
โดย...ดวงใจ จิตต์มงคล
โดย...ดวงใจ จิตต์มงคล
ตลาดสำเพ็ง เมื่อราว 30-40 ปีก่อน เป็นที่คุ้นเคยในฐานะตลาดค้าส่งค้าปลีกผ้าผืนม้วนแหล่งใหญ่ที่สุดของกรุงเทพฯ และเมื่อเข้ามาจับจ่ายเลือกซื้อผ้าผืนกันแล้ว ต่างก็มักมองหาของใช้ต่างๆ ในด้านการตัดเย็บ อย่างกรรไกรตัดผ้า หรืออุปกรณ์อื่นๆ ที่อยู่ในละแวกนี้ไปด้วยพร้อมกัน เป็นโอกาสที่เถ้าแก่ สิทธิชัย นิ้มวงษ์เจริญสุข มองเห็นและเปิดแผงร้านขายกรรไกรในตลาดนี้มาอย่างยาวนานกว่า 40 ปี
เถ้าแก่สิทธิชัย ในวัย 70 ปี เล่าว่า เปิดร้านครั้งแรกในชื่อ กิมเซง มาตั้งแต่ปี 2514 ด้วยความคิดให้เป็นร้านขายสินค้ากลุ่มเครื่องครัวเล็กๆ น้อยๆ เช่น มีด เขียง หม้อหุงต้ม กระทะ ตะหลิว ฯลฯ ที่ซื้อง่ายขายคล่อง สะดวกต่อการทำครัว ต่อมาจึงได้ขยับขยายนำอุปกรณ์กลุ่มกรรไกร เข้ามาวางขายเพิ่ม เพื่อรองรับกลุ่มลูกค้าที่เข้ามาซื้อผ้าในตลาดสำเพ็ง ที่ส่วนใหญ่มักแวะเวียนเข้ามาถามที่ร้านกิมเซงบ่อยๆ ว่า “มีกรรไกรขายไหม?”
นั่นคือจุดเริ่มต้นในการเปิดร้านจำหน่ายอุปกรณ์ “กรรไกร” ประเภทต่างๆ ที่รองรับการใช้งานทุกรูปแบบตามความต้องการของลูกค้าในเวลาต่อมา
เถ้าแก่เล่าต่อว่า ในช่วงแรกของการทำตลาดกรรไกรนั้น ใช้วิธีไปรับสินค้าล็อตใหญ่ซึ่งมีผู้นำมาส่งให้จากยี่ปั๊ว ที่มีการตัดช่วงมาจากเมืองจีน โดยจะมีกลุ่มสินค้ากรรไกรเพื่อการใช้งานต่างๆ ทั่วๆ ไป เช่น กรรไกรตัดผ้า กรรไกรตัดเล็บ กรรไกรตัดหนัง กรรไกรตัดผม กรรไกรทำครัว ตัดผัก ตัดเนื้อ ฯลฯ ได้ตามที่ลูกค้าต้องการใช้งานทุกประเภท ซึ่งยังรวมถึงกรรไกรนำเข้าแบรนด์ต่างๆ จากต่างประเทศ อย่างแบรนด์ตุ๊กตาคู่ ก็นำเข้ามาจำหน่ายด้วยเช่นกัน
ช่วงหลังพบว่า ร้านกรรไกรเจอปัญหาอุปสรรค จากการที่ผู้ผลิตจากจีนที่ผันตัวจากผู้ค้าส่ง โดยเริ่มนำสินค้าจากแหล่งเข้ามาทำตลาดในย่านการค้าสำเพ็งพร้อมเปิดหน้าร้านเอง ทำให้เกิดการแข่งขันด้านราคาสินค้าระหว่างเจ้าถิ่นในตลาดเดิม และผู้เล่นหน้าใหม่ที่ใจถึงด้านราคา ทำให้วางกลยุทธ์การทำตลาดใหม่ และเห็นว่าการสร้างแบรนด์ หรือตราสินค้ากรรไกรให้กับทางร้าน จะเป็นทางออกในการแข่งขันเพื่อต่อสู้กับผู้ผลิตตรงที่มาจากจีนได้ดี
“ในช่วง 5 ปีก่อน ได้ลูกชายเข้ามาช่วยด้วย เขามองว่าหากจะสู้กับผู้ผลิตจากจีนเพื่อให้เรายังสามารถทำตลาดสินค้าเดิมได้ ก็จะต้องมียี่ห้อสินค้า และตั้งชื่อ บอส ออกมาทำตลาด ตั้งแต่ช่วงดังกล่าวเป็นต้นมา” เถ้าแก่เล่า
นอกจากจะตั้งชื่อแบรนด์สินค้ากรรไกรแล้ว ขณะเดียวกันก็ได้เข้าไปยังแหล่งผลิตเพื่อจัดซื้อสินค้าตรงจากจีนโดยมีลูกชายเข้ามาช่วยในเรื่องดังกล่าว เพื่อให้ได้ราคาต้นทุนสินค้าที่ต่ำลงจากผู้ผลิต ควบคู่ไปกับการรับเครดิตสินค้าจากผู้ค้าส่งที่นำมาให้ร้านวางขายล่วงหน้า ซึ่งในส่วนตัวของเถ้าแก่จะยังใช้กลยุทธ์การซื้อขายแบบเงินสดเท่านั้นไม่มีการเชื่อ ซึ่งมองการค้าขายวิธีนี้ดีที่สุด
นอกจากจะมีหน้าร้านในย่านสำเพ็งแล้ว ช่วง 7 ปีที่ผ่านมา ยังได้เปิดเว็บไซต์ภายใต้ชื่อ www.kankaithai.com เพื่อขยายฐานกลุ่มลูกค้า และทำตลาดได้ทั่วประเทศอีกด้วย
ด้วยความที่เกิดและเติบโตในย่านการค้าตลาดสำเพ็ง ทำให้มองเห็นการเปลี่ยนแปลงของการตลาดนี้มาเป็นระยะ จากตลาดผ้าสำเพ็งในยุคอดีต ปัจจุบันมีสินค้ากลุ่มอื่นๆ อย่าง กิฟต์ช็อป หรือ ของใช้อื่นๆ เข้ามาทำตลาดเป็นจำนวนมากในช่วงหลังๆ นี้
แต่ด้วยความที่ทางร้านยึดความถนัด พร้อมจับสินค้าหลัก “กรรไกร” มาโดยตลอด 40 ปี เชื่อว่าทำให้กลุ่มลูกค้าทั่วไปที่เดินมาจับจ่ายซื้อสินค้าในย่านนี้ มีความคุ้นเคยและเชื่อถือผลิตภัณฑ์ของร้านได้เป็นอย่างดีในที่สุด







