
ทรีนีตี้แนะ 2 จังหวะซื้อหุ้น รอขาย 1,700
นักลงทุนต่างชาติเข้ามาซื้อหุ้นไทยในเดือน มี.ค.และต่อเนื่องถึงเดือน เม.ย. สนับสนุนให้ดัชนีหุ้นฟื้นขึ้นอย่างรวดเร็ว จากที่รูดลงไปต่ำกว่า 1,500 จุด ให้พุ่งพรวดขึ้นมาป้วนเปี้ยนแถว 1,550 จุด แล้วจะไปทางไหนต่อ “วิศิษฐ์ องค์พิพัฒนกุล” กรรมการผู้จัดการ บริษัทหลักทรัพย์ (บล.) ทรีนีตี้ ให้คำตอบได้...
นักลงทุนต่างชาติเข้ามาซื้อหุ้นไทยในเดือน มี.ค.และต่อเนื่องถึงเดือน เม.ย. สนับสนุนให้ดัชนีหุ้นฟื้นขึ้นอย่างรวดเร็ว จากที่รูดลงไปต่ำกว่า 1,500 จุด ให้พุ่งพรวดขึ้นมาป้วนเปี้ยนแถว 1,550 จุด แล้วจะไปทางไหนต่อ “วิศิษฐ์ องค์พิพัฒนกุล” กรรมการผู้จัดการ บริษัทหลักทรัพย์ (บล.) ทรีนีตี้ ให้คำตอบได้...
ต้องยอมรับว่าสภาพคล่องโลกที่ยังมีอยู่สูงมาก ท่ามกลางคณะกรรมการนโยบายการเงินของธนาคารกลางสหรัฐ (เฟด) มีความเห็นที่แตกต่างกันในการปรับขึ้นดอกเบี้ยนโยบายในเดือน มิ.ย.นี้ ทำให้ค่าเงินดอลลาร์ปรับตัวแข็งค่าขึ้นชั่วคราว โดยปกติการขึ้นดอกเบี้ยครั้งแรกต้องมีมติเอกฉันท์จากเสียงส่วนใหญ่ จึงเชื่อว่าเฟดยังคงไม่ขึ้นดอกเบี้ยในเดือน มิ.ย. จากความเชื่อว่ากรรมการหลายคนมองว่าภาวะเศรษฐกิจสหรัฐยังอ่อนแอเกินกว่าที่จะขึ้นดอกเบี้ยในเดือน มิ.ย. โดยเฉพาะอย่างยิ่งการอ่อนแอของภาคการผลิต (ISM) การเติบโตของการบริโภคภาคเอกชน การลงทุนเกี่ยวกับอุปกรณ์ใหม่ และการว่างงานที่ถดถอยอย่างฉับพลันในเดือน มี.ค. จากตัวเลขการจ้างงานนอกภาคเกษตรเพิ่มขึ้นเพียง 1.26 แสนตำแหน่ง ออกมาต่ำกว่าที่คาดไว้ที่ 2.48 แสนตำแหน่งมาก
ทั้งนี้ เฟดจะพิจารณาดอกเบี้ยเป็นครั้งต่อครั้งต่อรอบการประชุม คณะกรรมการยังมองว่าถ้ามีการลดดอกเบี้ยนโยบายจะขึ้นครั้งละ 0.25% ผ่านการขายพันธบัตรที่ซื้อมาแล้วที่เราเรียกว่า Overnight reverse repurchase Facility(ON RRP)
“ผมคาดว่าดอกเบี้ยสหรัฐจะมีการพิจารณาปรับขึ้นในปลายปีนี้หรือต้นปีหน้า เนื่องจากเศรษฐกิจสหรัฐฟื้นตัวไม่ดีนัก เห็นได้จากตัวเลขการว่างงานที่แน่กว่าที่คาดการณ์ไว้มาก เพราะโอกาสที่สหรัฐจะขึ้นดอกเบี้ยในเดือน ก.ย. มีประมาณ 50% ส่วนเดือน ธ.ค.มีความเป็นไปได้เพิ่มขึ้นเป็น 70%”
ผลจากการคาดการณ์ของเฟดดังกล่าว นักลงทุนต่างชาติจึงต้องมองหาสินทรัพย์ที่มีโอกาสได้รับอัตราผลตอบแทนสูง หนึ่งในนั้นคือตลาดหุ้นอีเมอร์จิ้ง ทำให้ปริมาณเงินไหลเข้ามาลงทุนในตลาดหุ้นฮ่องกง และสร้างสถิติสูงสุดใหม่ (นิวไฮ) รวมถึงเงินที่เข้ามาในตลาดหุ้นไทย
นักลงทุนต่างประเทศหวนมาซื้อหุ้นไทยประมาณ 3,800 ล้านบาทในเดือน มี.ค.และ เม.ย. หลังจากเป็นฝ่ายขายกว่า 1.1 หมื่นล้านบาทในเดือน ม.ค.และ ก.พ. รวมถึงเดือน ธ.ค.ที่ขายมากถึง 27,739 ล้านบาท ส่วนในตลาดอนุพันธ์
นักลงทุนต่างประเทศก็ซื้อสุทธิ มีสถานะ Long TFEX ประมาณ 3 หมื่นสัญญา และซื้อพันธบัตรระยะสั้น 1.9 หมื่นล้านบาทในเดือน เม.ย. แม้นักลงทุนยังไม่คลายความวิตกว่าดอกเบี้ยนโยบายสหรัฐจะขึ้นในเดือน มิ.ย.หรือไม่ก็ตาม
“การซื้อทั้ง 3 ตลาดพร้อมกัน สะท้อนว่านักลงทุนต่างชาติมองแนวโน้มตลาดหุ้นไปในทิศทางที่ดีขึ้น ผมคาดว่า เม.ย.นี้ดัชนีจะไปได้ต่อ และปลายเดือนมีโอกาสทดสอบระดับ 1,580 จุด หลังจากนั้นตลาดจะไซด์เวย์ ดังนั้น
นักลงทุนจะต้องเลือกจังหวะในการเข้าออกให้ถูกต้องและถูกเวลา”
“วิศิษฐ์” แนะนำว่า นักลงทุนควรจะมองหาโอกาสในการซื้อหุ้นในช่วงที่ดัชนีปรับตัวลงมามากๆ ซึ่งหนึ่งในนั้นก็คือในช่วงบริษัทจดทะเบียน (บจ.) เปิดเผยผลประกอบการงวดไตรมาสแรกปี 2558 ออกมา คาดว่าหลายธุรกิจจะออกมาไม่ดี ซึ่งเป็นไปตามภาวะเศรษฐกิจโดยรวม
อีกจังหวะหนึ่งในการเข้าไปซื้อหุ้นตอนใกล้เดือน มิ.ย. ซึ่งยังมีความกังวลเรื่องดอกเบี้ยของสหรัฐ พอร์ตการลงทุนจะเพิ่มความระมัดระวัง โดยอาจจะโยกเงินออกจากสินทรัพย์ที่มีความเสี่ยงสูงเช่นหุ้นไปลงทุนในสินทรัพย์ที่มีความปลอดภัยแทน ในภาวะดอกเบี้ยต่ำ นักลงทุนต้องเลือกหุ้นที่ให้ผลตอบแทนสูง ซึ่งมีหุ้นขนาดใหญ่หลายตัวที่มียิลด์สูง และมีมูลค่าเหมาะสม
ขณะเดียวกัน ดอกเบี้ยในประเทศก็ยังไม่รีบลดลงอีกครั้งในเดือน เม.ย.นี้ หลังจากคณะกรรมการนโยบายการเงิน (กนง.) ธนาคารแห่งประเทศไทย เพิ่งมีมติปรับลดไป 0.25% เหลือ 1.75% เมื่อเดือน มี.ค.เองคงจะต้องรอดูผลสัก 1-2 เดือนก่อน แต่ดอกเบี้ยของไทยยังมีช่องว่างให้ปรับลดลงอีก เห็นได้จากดอกเบี้ยแท้จริงสูงอยู่ หากไทยลดดอกเบี้ยนโยบายลงไปเหลือ 1.5% ก็จะเป็นจุดต่ำเท่ากับสมัยเกิดวิกฤตการณ์เลห์แมน หากดอกเบี้ยลดลงก็จะผลักดันเงินฝากเข้ามาในตลาดหุ้นได้
วิศิษฐ์แนะนำให้เลือกซื้อหุ้น กลุ่มพลังงาน อาทิ บริษัท ปตท. (PTT) ที่ให้ผลตอบแทนสูงตัวหนึ่ง โดยมีความน่าจะเป็นสูงมาก เรื่องราคาน้ำมันจะปรับขึ้นไปถึง 60-70 เหรียญสหรัฐ แม้ว่าอิหร่านที่ข้อตกลงกับชาติมหาอำนาจแล้วก็ตาม แต่ยังไม่ส่งผลกดดันราคาน้ำมันดิบในระยะสั้น ซึ่งมองว่าจะต้องใช้เวลาอย่างน้อย 3-6 เดือน กว่าน้ำมันดิบจากอิหร่านจะออกสู่ตลาด นอกจากนั้นนักวิเคราะห์น่าจะชะลอการปรับลดประมาณการอัตราการเติบโตของกำไรต่อหุ้นของ บจ. เช่น กลุ่มพลังงาน ค้าปลีก และโรงพยาบาล หลังมีแนวโน้มที่ดีขึ้น
“ผมยังคงยืนยันว่าหลังเดือน มิ.ย. หุ้นจะยังไปได้ไกล คาดว่าในไตรมาส 3 น่าจะเห็น 1,700 จุด เหมือนที่เคยคาดการณ์ไว้ตอนต้นปี”
ก่อนหน้านี้ บล.ทรีนีตี้ มองภาพรวมการลงทุนในเดือน เม.ย. ดัชนีจะปรับตัวในลักษณะแกว่งตัว (Sideways) ถึงแกว่งตัวขึ้น (Sideways up) โดยมีกรอบแนวรับบริเวณ 1,490 จุด และกรอบแนวต้านแรกบริเวณ 1,550 จุด ทั้งนี้ในเดือนเม.ย. 2558 แนะนำให้โยกการลงทุนจากบริษัท สยามโกลบอลเฮ้าส์ (GLOBAL) บริษัท วี จี ไอ โกลบอล มีเดีย (VGI) บริษัท ศรีตรังแอโกรอินดัสทรี (STA) และบริษัท ผลิตภัณฑ์คอนกรีตชลบุรี (CCP) เข้าสู่บริษัท ไออาร์พีซี (IRPC) บริษัท อิตาเลียนไทย ดีเวล๊อปเมนต์ (ITD) บริษัท กรุ๊ปลีส (GL) และบริษัท ทีพีไอ โพลีน (TPIPL) แทน







