
ธปท.ชี้ไทยเสี่ยงถูกลดเครดิต
หวั่นปมความขัดแย้งการเมือง เครื่องชี้วัดเศรษฐกิจอ่อนแอ
หวั่นปมความขัดแย้งการเมือง เครื่องชี้วัดเศรษฐกิจอ่อนแอ
ธปท.ชี้เครดิตเรตติ้งไทยยกระดับยาก และมีความเสี่ยงถูกปรับลด จากความขัดแย้งทางการเมือง
ธนาคารแห่งประเทศไทย (ธปท.) ออกรายงานเรื่อง เจาะลึกอันดับความน่าเชื่อถือของประเทศและความท้าทายข้างหน้า ระบุว่า ตั้งแต่ช่วงวิกฤตเศรษฐกิจปี 2540 ที่ไทยถูกลดอันดับความน่าเชื่อถือ ไทยยังไม่สามารถพัฒนาไต่อันดับความน่าเชื่อถือให้กลับไปสู่จุดเดิมได้ ส่งผลกระทบต่อต้นทุนกู้ยืมภาครัฐสูงขึ้น และกระทบต่อเศรษฐกิจในภาพรวม รวมทั้งการไหลออกของเงินทุนจากตลาดหุ้นและตลาดพันธบัตร
ทั้งนี้ ตั้งแต่ครึ่งหลังปี 2548-ปัจจุบัน ไทยมีอันดับความน่าเชื่อถือที่ BBB+ ซึ่งได้รับแรงกดดันจาก ปัญหาการเมืองที่ยืดเยื้อและวิกฤตเศรษฐกิจโลก โดยเดือน เม.ย. 2552 บริษัท ฟิทช์ เรทติ้งส์ ลดอันดับความน่าเชื่อถือสกุลเงินตราต่างประเทศ จาก BBB+ เป็น BBB และบริษัท เอสแอนด์พี ปรับลดแนวโน้มจากระดับเสถียรภาพ เป็น ลบรายงาน ธปท. ยังระบุว่า การยกอันดับความน่าเชื่อถือของประเทศ นอกจากจะช่วยให้ภาครัฐและเอกชนกู้ยืมได้ในต้นทุนที่ต่ำลงแล้ว ยังสามารถใช้อันดับความน่าเชื่อถือเป็นข้อมูลอ้างอิงมาตรฐาน เพื่อพิจารณาเครดิตของภาคเอกชนที่ยังไม่มีการจัดอันดับเครดิต แต่จำเป็นต้องระดมเงินจากต่างประเทศ หรือรัฐบาลเป็นผู้เปิดตลาดการระดมเงินทุนจากต่างประเทศให้แก่ภาคเอกชน รวมทั้งใช้ผลการจัดอันดับความน่าเชื่อถือมาเป็นระบบการเตือนภัยล่วงหน้าสำหรับเศรษฐกิจได้อีกด้วย
อย่างไรก็ตาม การยกระดับความน่าเชื่อถือของประเทศไม่ใช่เรื่องง่าย เพราะต้องมีการพัฒนาปรับปรุงทั้งพื้นฐานเศรษฐกิจ โครงสร้างและสถาบันและการเมืองอย่างจริงจัง โดยเฉพาะการปฏิรูปเพื่อเพิ่มประสิทธิภาพการบริหารงานและความโปร่งใสของภาครัฐ เพื่อยกระดับการแข่งขันระยะยาว
โดยระหว่างปี 2552-2556 หรือช่วง 5 ปีที่ผ่านมา ตัวชี้วัดด้านเศรษฐกิจมหภาคและโครงสร้างและสถาบัน ไม่มีการพัฒนาดีขึ้น แม้ว่าจีดีพีจะอยู่ในระดับสูง และเงินเฟ้อมีเสถียรภาพ แต่อัตราการขยายตัวของจีดีพีที่แท้จริงเฉลี่ย 5 ปีของไทยกลับต่่าที่สุด คือ 3% ขณะที่มาเลเซีย 4.3% อินโดนีเซีย 5.9% ฟิลิปปินส์ 5.3% และสิงคโปร์ 5.4%
รวมทั้งดัชนีชี้วัดความสามารถในการแข่งขันไม่มีการปรับดีขึ้น โดยปี 2556 ดัชนีชี้วัดการแข่งขันของไทยอยู่ที่ 4.5 ใกล้เคียงกับปี 2552 ขณะที่มาเลเซียอยู่ที่ 5 สิงคโปร์ อยู่ที่ 5.6 เป็นต้น
นอกจากนี้ ตัวชี้วัดด้านการคลังมีแนวโน้มปรับลดลง แม้ว่าในภาพรวมจะยังมีความแข็งแกร่งเมื่อเทียบกับประเทศอื่นๆ แต่เริ่มเห็นสัญญาณความเปราะบางเพิ่มขึ้นในสัดส่วนหนี้ภาครัฐต่อจีดีพี และสัดส่วนหนี้ต่อรายได้ภาครัฐ สอดคล้องกับบทวิเคราะห์ของบริษัทจัดอันดับความน่าเชื่อถือ ที่เห็นว่าความเสี่ยงจากการดำเนินนโยบายประชานิยมที่ผ่านมา อาจมีผลต่อสถานะด้านการคลังของไทยได้ในระยะต่อไป
สำหรับตัวชี้วัดด้านความอ่อนไหวต่อเหตุการณ์เสี่ยง พบว่าไทยมีความสามารถในการรองรับความเสี่ยง ทั้งจากปัจจัยภายนอกและภายในได้น้อยลง สะท้อนจากสัดส่วนดุลบัญชีเดินสะพัดต่อจีดีพี ที่ติดลบ 0.6% ในปี 2556 เทียบกับปี 2552 ที่สูงถึง 8.3% สัดส่วนการลงทุนระหว่างประเทศสุทธิต่อจีดีพี ที่ติดลบ 1.8% ในปี 2552 กลายเป็น ติดลบ 17.7% ในปี 2556
รวมทั้งตัวชี้วัดย่อยด้านการเมืองที่แย่ลง ซึ่งหากไม่มีการพัฒนาให้ดี รวมทั้งไทยมีปัจจัยเสี่ยงเพิ่มขึ้น จากความขัดแย้งทางการเมือง ก็อาจทำให้บริษัทจัดอันดับความน่าเชื่อถือปรับลดอันดับความน่าเชื่อถือของไทยในอนาคตได้







