posttoday
คุมสินค้า-กู้ส่งออก บทพิสูจน์ 'พล.อ.ฉัตรชัย'

คุมสินค้า-กู้ส่งออก บทพิสูจน์ 'พล.อ.ฉัตรชัย'

13 เมษายน 2558

หลังเข้านั่งเก้าอื้แม่ทัพใหญ่กระทรวงพาณิชย์ในช่วง 7-8 เดือนมานี้ สิ่งที่ประชาชนคาดหวังจากพล.อ.ฉัตรชัย สาริกัลยะ รมว.พาณิชย์ มากที่สุด

โดย...อรวรรณ จันทร์ธิวัตรกุล

หลังเข้านั่งเก้าอื้แม่ทัพใหญ่กระทรวงพาณิชย์ในช่วง 7-8 เดือนมานี้ สิ่งที่ประชาชนคาดหวังจากพล.อ.ฉัตรชัย สาริกัลยะ รมว.พาณิชย์ มากที่สุด คือ การดูแลค่าครองชีพที่ถีบตัวสูงขึ้นต่อเนื่องสวนทางกับตัวเลขการส่งออกที่ดิ่งลงหนัก

“สินค้าอุปโภคบริโภคนับจากนี้ไปอีก 3-6 เดือนจะไม่มีการปรับขึ้นราคา ซึ่งการดูแลราคาสินค้าจะยึดหลักกลไกตลาด ไม่ได้มีการควบคุมหรือแทรกแซงที่เกินความจำเป็น เพราะทุกฝ่ายต้องอยู่ได้ไม่ว่าจะเป็นผู้ผลิต พ่อค้าคนกลางและผู้บริโภค” พล.อ.ฉัตรชัย ได้ให้สัมภาษณ์พิเศษ “โพสต์ทูเดย์”

นี่ถือเป็นคำยืนยันจากปากของ รมว.พาณิชย์ ที่มั่นใจว่าภาพรวมของสถานการณ์สินค้าในช่วงครึ่งปีหลังจะไม่มีการปรับขึ้นราคา

พล.อ.ฉัตรชัย อธิบายว่า การดูแลเรื่องปากท้องของประชาชน กระทรวงพาณิชย์กำลังทำอยู่ แต่ต้องทำความเข้าใจก่อนว่ามีหลายมิติ เพราะกระทรวงไม่ได้เป็นผู้ควบคุมดูแลราคาสินค้าทั้งหมด แต่มีหลายกระทรวงที่รับผิดชอบ เช่น ค่าน้ำ ค่าไฟ ค่ารถโดยสาร ซึ่งอยู่ในความดูแลของหน่วยงานอื่นๆ ส่วนสินค้าอุปโภคบริโภคที่อยู่ในความดูแลนั้น กระทรวงยึดหลักการว่าจะต้องดูแลอย่างระมัดระวังและยึดตามหลักกลไกตลาด เพื่อให้เกษตรกร ประชาชน และพ่อค้าอยู่ร่วมกันได้

“เราต้องให้ทุกฝ่ายอยู่ร่วมกันได้ ต้องมีการจัดสรรกำไรแต่พอดี เช่น เกษตรกรขายสินค้าได้กำไรอยู่ได้ ผู้บริโภคซื้อสินค้าพอเพียง ไม่มีขาดแคลน รักษาสภาวะสินค้าในตลาดไม่ให้สูงเกินไป พ่อค้าคนกลางก็ต้องไม่กักตุนสินค้า ซึ่งที่ผ่านมาได้มีการหารือกับผู้ผลิตสินค้าและก็ดูตัวเลขภาคการผลิต พบว่าขณะนี้กำลังการผลิตสินค้าไม่เต็มกำลัง อีกทั้งมีการแข่งขันสูงในตลาดทำให้เกิดการแข่งขันกันลดราคา”

อย่างไรก็ตาม แม้ว่าสินค้าต้นทางจะไม่ปรับขึ้นราคา แต่การที่ผู้ผลิตส่วนใหญ่ขายผ่านห้างค้าปลีกสมัยใหม่ ซึ่งมีเรียกเก็บค่าธรรมเนียมต่างๆ และจะทำให้ราคาสินค้าปลายทางเพิ่มขึ้นได้นั้น พล.อ.ฉัตรชัย ระบุว่า โมเดิร์นเทรดก็มีต้นทุนทางธุรกิจ แต่ที่ผ่านมาจะเห็นได้ว่าสินค้าอุปโภคบริโภคยังไม่ปรับขึ้นราคา เพราะห้างเองก็จัดโปรโมชั่นของห้างในการดึงดูดให้ลูกค้าเข้ามาใช้บริการ และเพื่อให้ประชาชนได้มีข้อมูลในการเลือกซื้อสินค้าจากห้างต่างๆ กระทรวงจะผลักดันโครงการ “ฉลาดซื้อ ฉลาดใช้” คือ อยากซื้อ ต้องรู้จักเลือก โดยจะมีการให้ข้อมูลผ่านแอพโทรศัพท์สมาร์ทโฟน

นอกจากนี้ กระทรวงจะใช้เครือข่ายของประชาชนให้ช่วยเป็นหูเป็นตาให้กับภาครัฐ โดยล่าสุดได้ร่วมมือกับมหาวิทยาลัยในการรับสมัครนักศึกษาเข้าร่วมโครงการอาสาพาณิชย์ 2,600 คน กระจายทั่วประเทศ หากพบว่าพื้นที่ใดแพงเกินสมควรก็ให้แจ้งมายังกระทรวงพาณิชย์ที่จะเข้าไปตรวจสอบซึ่งหากพบว่ากระทำผิดจะมีโทษตามกฎหมาย อีกทั้งจะกำหนดให้ร้านค้าต้องปิดป้ายแสดงราคาสินค้า

พร้อมกันนี้ จะมีการจัดโครงการมหกรรมสินค้า ล่าสุดในวันที่ 30 เม.ย.-10 พ.ค. 2558 กระทรวงพาณิชย์จะมีการจัดมหกรรม“เทใจคืนสุข รับเปิดเทอม” เพื่อเป็นการช่วยเหลือค่าครองชีพให้กับประชาชน โดยจะมีการดึงห้างค้าปลีก ผู้ผลิต และร้านค้าส่ง เข้าร่วมในการจำหน่ายสินค้าราคาต่ำ 20-70% ให้กับประชาชนในช่วงนั้นด้วย

พล.อ.ฉัตรชัย ยังมั่นว่ามาตรการดูแลราคาสินค้าต่างๆ ที่นำมาใช้ ตลอดจนภาวะกำลังซื้อในประเทศที่ยังไม่ดีนัก ทำให้ผู้ผลิตและผู้ค้าแข่งขันกับแย่งลูกค้า จึงเชื่อมั่นว่าราคาสินค้าอุปโภคบริโภคจะไม่ปรับขึ้นไปจนถึงสิ้นปีนี้ และแม้ว่าในช่วงเดือน เม.ย.นี้ จะมีการปรับเพิ่มเงินเดือนข้าราชการ 4% ก็ไม่ใช่เหตุผลหรือข้ออ้างให้ผู้ผลิตและผู้ค้าขึ้นราคาสินค้าแน่นอน

แต่ทว่าภารกิจที่หนักหนาสาหัสที่สุดสำหรับ พล.อ.ฉัตรชัย ในยามนี้ กลับเป็นตัวเลขการส่งออกที่ติดลบต่อเนื่องมา 2 เดือนตั้งแต่กันมาตั้งแต่ต้นปี 2558 โดยเดือน ม.ค. การส่งออกติด 3.46% และเดือน ก.พ. ตัวเลขส่งออกติดลบสูงถึง 6.18% ส่งผลให้ 2 เดือนแรกการส่งออกติดลบ 4.8%

ในขณะที่หน่วยงานต่างๆ ทั้งภาครัฐและเอกชนต่างปรับลดเป้าการส่งออกลงเหลือที่ระดับ 0-1.4% ทำให้กระทรวงพาณิชย์อยู่ระหว่างการทบทวนตัวเลขส่งออกในปีนี้ใหม่จากเดิมที่ตั้งเป้าว่าจะขยายตัว 4%

“แม้ว่าตัวเลขส่งออกในช่วง 2 เดือนแรกจะติดลบ 4.8% แต่เชื่อว่าท้ายสุดแล้วการส่งออกในปี 2558 จะขยายตัวเป็นบวกได้อย่างแน่นอน ส่วนจะมีการปรับลดเป้าหมายตัวเลขส่งออกที่กำหนดไว้ 4% หรือไม่ขอรอผ่านพ้นไตรมาสแรกไปก่อนจึงค่อยพิจารณา” พล.อ.ฉัตรชัย กล่าว

พล.อ.ฉัตรชัย ยอมรับว่า เป้าหมายการส่งออกในปี 2558 ที่กำหนดไว้ 4% เป็นการกำหนดตั้งแต่ช่วงเดือน ต.ค. 2557 ซึ่งขณะนั้นยังไม่เกิดความผันผวนของราคาน้ำมันปรับตัวลดลงมาก แต่เมื่อปัจจัยภายนอกทั้งราคาน้ำมันและเศรษฐกิจโลกฟื้นตัวอย่างช้าไม่เป็นไปตามคาดการณ์ ก็ต้องมาประเมินสถานการณ์ใหม่ ซึ่งเท่าที่ดูประเทศอื่นก็มีปัญหาด้านการส่งออกและตัวเลขติดลบเลวร้ายกกว่าไทยด้วยซ้ำ แต่เชื่อว่าในครึ่งปีหลังการส่งออกจะฟื้นตัวกลับมา เพราะมองว่าตลาดสหรัฐยังคงขยายตัวได้ดีอยู่ อีกทั้งราคาน้ำมันก็เริ่มมีทิศทางปรับขึ้นมาอยู่ในระดับที่ดีขึ้น

พล.อ.ฉัตรชัย ระบุว่า ยุทธศาสตร์การส่งออกของกระทรวงพาณิชย์ได้มีการกระจายความเสี่ยงไปในตลาดต่างๆ ไม่ให้กระจุกตัว แต่ไม่ได้หมายความว่าจะทิ้งตลาดใดตลาดหนึ่งซึ่งจะผลักดันทุกตลาด โดยต้องเลือกสินค้าให้เหมาะสมกับตลาด เช่น ตลาดที่มีปัญหาเศรษฐกิจ เช่น จีน ญี่ปุ่น ยุโรป ไม่ใช่จะส่งออกทุกสินค้าไปได้ ก็ต้องไปเลือกดูว่ามีสินค้าใดที่ตลาดต้องการและก็ต้องทำแผนผลักดันการส่งออก

“นอกจากการเลือกสินค้าให้เหมาะสมกับกลุ่มตลาดแล้ว การส่งออกปีนี้จะเน้นการค้าชายแดน ซึ่งจะสอดคล้องกับแผนเศรษฐกิจพิเศษ ที่ขณะนี้มีการขยายตัวเพิ่มสูงมากโดยเฉพาะกลุ่มอาเซียนใหม่ หรือซีแอลเอ็มวี ทั้งนี้ที่ผ่านมาก็ได้มีการผลักดันการค้าชายแดนผ่านพม่า ลาว กัมพูชา และล่าสุดกำลังจะผลักดันการค้าชายแดนกับมาเลเซีย เชื่อว่าการค้าชายแดนจะเป็นส่วนสำคัญที่ผลักดันยอดการส่งออกในปี 2558 ให้เพิ่มสูงขึ้นได้”

สิ่งสำคัญ คือนอกจากการส่งเสริมให้เกิดการลดต้นทุนสินค้าเพื่อให้แข่งขันราคาได้แล้ว จะต้องเร่งให้ผู้ผลิตสร้างมูลค่าสินค้าให้เพิ่มขึ้น เพื่อไปแข่งขันด้านคุณภาพมากกว่าการแข่งขันด้านราคาส่วนค่าเงินบาทที่แข็งค่าขึ้นเมื่อเทียบกับคู่แข่งและคู่ค้านั้น คงต้องให้เป็นหน้าที่ของธนาคารแห่งประเทศไทย (ธปท.) ในการดูแลอัตราแลกเปลี่ยนให้อยู่ในระดับที่เหมาะสมและแข่งขันได้

“เรื่องการส่งออก พล.อ.ประยุทธ์ จันทร์โอชา นายกรัฐมนตรี มีความเป็นห่วงโดยเรื่องนี้นายกฯ ได้สั่งการใน ครม.เศรษฐกิจให้ติดตามดูแล รวมทั้งท่านจะนั่งเป็นประธานคณะกรรมการพัฒนาการส่งออก ที่จะดูแลปัญหาให้กับภาคการส่งออกไทย” พล.อ.ฉัตรชัย กล่าว

ส่วนที่มีการวิจารณ์ว่าเศรษฐกิจไทยในยุครัฐบาล คสช.อยู่ในยุคข้าวยากหมากแพงนั้น พล.อ.ฉัตรชัย ชี้แจงว่ากำลังซื้อที่หดตัวลงในกลุ่มคนชั้นกลางและคนรายได้น้อยที่ระมัดระวังการใช้จ่าย ซึ่งเป็นเรื่องของความเชื่อมั่น ไม่ได้หมายความว่าคนไม่มีเงิน โดยรัฐบาลต้องเร่งสร้างความเข้าใจและทำงานเต็มที่เพื่อให้ประชาชนมีเงินมาใช้จ่าย

“ที่บอกว่าเศรษฐกิจเข้าสู่ภาวะข้าวยากหมากแพงต้องทำความเข้าใจว่าสินค้าแพงจริงหรือไม่ ไม่มีเงินเพราะอะไร ก็ต้องไปดูหนี้ครัวเรือนสูงขึ้นจากเหตุใด คนยังผ่อนรถคันแรกไม่หมด หรือขาดความเข้าใจเศรษฐกิจพอเพียง แต่ขณะนี้ยืนยันว่าสถานการณ์ไม่ได้เป็นเช่นนั้น เพราะสินค้าไม่ได้แพงและคนก็ยังมีเงิน เพียงแต่ต้องสร้างความเชื่อมั่นในการใช้จ่ายให้เกิดขึ้น” พล.อ.ฉัตรชัย ทิ้งท้าย

ข่าวล่าสุด

“ศุภจี” พบนักธุรกิจสวิส ดัน SME ไทยเข้าสู่ห่วงโซ่อุปทานโลก

“ศุภจี” พบนักธุรกิจสวิส ดัน SME ไทยเข้าสู่ห่วงโซ่อุปทานโลก