posttoday
ค่าเงินบาทได้รับแรงกดดัน จากปัจจัยนอกประเทศ

ค่าเงินบาทได้รับแรงกดดัน จากปัจจัยนอกประเทศ

13 เมษายน 2558

สายงานธุรกิจตลาดทุน ธนาคารกสิกรไทย คาดว่าค่าเงินบาทจะเคลื่อนไหวในกรอบระหว่าง  32.50-32.80 ในสัปดาห์นี้ แม้ว่าจะเป็นสัปดาห์วันหยุดยาวของตลาดการเงินไทย แต่ยังมีปัจจัยจากภายนอกประเทศที่อาจส่งผลให้ค่าเงินบาทเคลื่อนไหวผันผวนได้หลังตลาดเปิดทำการ โดยปัจจัยที่น่าจับตามอง ได้แก่ การประชุมธนาคารกลางสิงคโปร์ (MAS) ในวันที่ 14 เม.ย.นี้ ซึ่งจากผลสำรวจของบลูมเบิร์ก 50% ของนักเศรษฐศาสตร์คาดว่า MAS จะผ่อนคลายนโยบายการเงินเพิ่มเติม หลังจากในการประชุมช่วงปลายเดือน ม.ค.ที่ผ่านมา ได้ผ่อนคลายนโยบายการเงินไปแล้ว โดยการกำหนดให้อัตราแลกเปลี่ยนดอลลาร์สิงคโปร์เคลื่อนไหวในกรอบที่มีความชันลดลงเมื่อเทียบกับสกุลเงินประเทศคู่ค้าสำคัญ

สายงานธุรกิจตลาดทุน ธนาคารกสิกรไทย คาดว่าค่าเงินบาทจะเคลื่อนไหวในกรอบระหว่าง  32.50-32.80 ในสัปดาห์นี้ แม้ว่าจะเป็นสัปดาห์วันหยุดยาวของตลาดการเงินไทย แต่ยังมีปัจจัยจากภายนอกประเทศที่อาจส่งผลให้ค่าเงินบาทเคลื่อนไหวผันผวนได้หลังตลาดเปิดทำการ โดยปัจจัยที่น่าจับตามอง ได้แก่ การประชุมธนาคารกลางสิงคโปร์ (MAS) ในวันที่ 14 เม.ย.นี้ ซึ่งจากผลสำรวจของบลูมเบิร์ก 50% ของนักเศรษฐศาสตร์คาดว่า MAS จะผ่อนคลายนโยบายการเงินเพิ่มเติม หลังจากในการประชุมช่วงปลายเดือน ม.ค.ที่ผ่านมา ได้ผ่อนคลายนโยบายการเงินไปแล้ว โดยการกำหนดให้อัตราแลกเปลี่ยนดอลลาร์สิงคโปร์เคลื่อนไหวในกรอบที่มีความชันลดลงเมื่อเทียบกับสกุลเงินประเทศคู่ค้าสำคัญ

ทั้งนี้ ผลจากการออกมาผ่อนคลายนโยบายการเงินดังกล่าว ช่วยชะลอการแข็งค่าของเงินดอลลาร์สิงคโปร์และเพิ่มความสามารถในการแข่งขันในสินค้าส่งออก เนื่องจากสิงคโปร์ต้องพึ่งพาการค้าอย่างมาก แต่ช่วงที่ผ่านมาเศรษฐกิจสิงคโปร์ชะลอตัวลงประกอบกับแรงกดดันอัตราเงินเฟ้ออยู่ระดับต่ำ อย่างไรก็ดี หาก MAS ผ่อนคลายนโยบายการเงินเพิ่มเติมจริง จะส่งผลให้ค่าเงินดอลลาร์สิงคโปร์อ่อนค่าลง และเพิ่มแรงกดดันต่อธนาคารในภูมิภาคให้ผ่อนคลายนโยบายการเงินเพิ่มเติม และกดดันให้ในภูมิภาคอ่อนค่าลงตามไปด้วย

นอกจากนี้ ตลาดยังรอติดตามการรายงานดัชนียอดค้าปลีกของสหรัฐ ที่คาดว่าจะกลับมาขยายตัวได้เป็นเดือนแรกหลังจากหดตัวลง 4 เดือนติดต่อกัน หากขยายตัวตามคาด ก็น่าจะหนุนให้ค่าเงินดอลลาร์แข็งค่าในสัปดาห์นี้ สำหรับปัจจัยอื่นๆ ได้แก่ การรายงานจีดีพีไตรมาส 1/15 ของจีน ดัชนีความเชื่อมั่นผู้บริโภคและอัตราเงินเฟ้อของสหรัฐ และการประชุมธนาคารกลางยุโรป

ในสัปดาห์ที่ผ่านมา ค่าเงินบาทเปิดตลาดที่ระดับ 32.51 และแตะระดับที่แข็งค่ามากที่สุดที่ 32.47 หลังจากได้รับแรงหนุนจากตัวเลขการจ้างงานภาคนอกเกษตรที่ออกมาน้อยกว่าคาดในเดือน มี.ค. โดยปรับเพิ่มขึ้น 1.26 แสนตำแหน่ง (ตลาดคาด 2.45 แสนตำแหน่ง) อย่างไรก็ตาม ค่าเงินดอลลาร์กลับมาเคลื่อนไหวแข็งค่าเมื่อเทียบกับเงินสกุลหลัก หลังการเผยแพร่บันทึกการประชุมธนาคารกลางสหรัฐ (เฟด) แม้ว่าคณะกรรมการจะเห็นแตกต่างกันเกี่ยวกับช่วงเวลาการขึ้นอัตราดอกเบี้ย แต่ตลาดยังมองว่าเฟดอาจขึ้นอัตราดอกเบี้ยในปีนี้ได้ อย่างไรก็ดี ค่าเงินบาทถือว่ายังเคลื่อนไหวอย่างมีเสถียรภาพท่ามกลางการปรับอ่อนค่าลงของหลายสกุลเงินในภูมิภาค นอกจากนี้ ธปท.ยังออกมากล่าวว่าจะจับตาภาคการส่งออกอย่างใกล้ชิดในช่วงไตรมาส 2 และหากการส่งออกไทยยังคงอ่อนแออย่างในช่วง 2 เดือนที่ผ่านมา ประกอบกับเศรษฐกิจไทยในไตรมาส 2 ยังไม่ฟื้นตัว อาจทำให้เศรษฐกิจไทยในปีนี้ขยายตัวได้ต่ำกว่าที่ ธปท.ประเมินไว้ที่ 3.8% ทั้งนี้ ค่าเงินบาทไม่ได้ตอบรับกับความเห็นนี้มากนัก และเคลื่อนไหวมาปิดตลาดที่ระดับ 32.55  (ณ วันศุกร์ เวลา 18.00 น.)

สำหรับสกุลเงินหลักอย่างยูโรและเยนนั้น ค่าเงินยูโรเปิดตลาดที่ระดับ 1.0988 และเคลื่อนไหวอ่อนค่าลงตลอดทั้งสัปดาห์หลังตลาดได้ย่อยข่าวเรื่องตัวเลขการจ้างงานภาคนอกเกษตรที่ออกมาน่าผิดหวัง รวมทั้งแรงกดดันจากกองทุนการเงินระหว่างประเทศรายงานสัดส่วนของเงินยูโรโซนในทุนสำรองเงินตราต่างประเทศทั่วโลก ลดลงมาที่ 22.2% ในไตรมาส 4 จาก 22.6% ในไตรมาส 3 ทำให้นักลงทุนมีมุมมองที่ไม่ดีต่อการถือเงินยูโร โดยค่าเงินยูโรเคลื่อนไหวปิดตลาดที่ระดับ 1.0613 (ณ วันศุกร์ เวลา 18.00 น.) ส่วนค่าเงินเยนเปิดตลาดที่ 118.93 และอ่อนค่าลงเล็กน้อยหลังการประชุมธนาคารกลางญี่ปุ่นในช่วงกลางสัปดาห์ คณะกรรมการมีมติให้รักษาการผ่อนคลายนโยบายการเงินเท่าเดิมตามที่ตลาดคาด โดยค่าเงินเยนอ่อนค่าขึ้นตามการรีบาวด์ของเงินดอลลาร์ก่อนจะปิดตลาดที่ระดับ 120.29 (ณ วันศุกร์ เวลา 18.00 น.)

สำหรับภาวะตลาดหุ้นกู้เอกชน หุ้นกู้ตลาดแรกที่ออกในสัปดาห์ที่ผ่านมา ได้แก่ หุ้นกู้ของบริษัท แกรนด์ คาแนล แลนด์  มูลค่า 1,000 ล้านบาท เสนอขายให้ผู้ลงทุนรายใหญ่และผู้ลงทุนสถาบัน โดยรวมเดือน เม.ย. มีปริมาณหุ้นกู้ที่จะเสนอขายในตลาดแรกค่อนข้างน้อย แต่คาดว่าในเดือน พ.ค.น่าจะมีปริมาณที่มากขึ้นกว่าช่วงก่อนหน้า นอกจากนี้ IMF มองว่า ธปท.มีแนวโน้มที่จะปรับลดอัตราดอกเบี้ยลงได้อีก รวมถึงไทยเองก็อาจมีการปรับลดประมาณการเศรษฐกิจลง ทั้ง GDP และเป้าการส่งออก แต่ตลาดไม่ค่อยตอบสนองกับข่าวดังกล่าวนัก และยังมีการขายพันธบัตรเพื่อทำกำไรของนักลงทุนต่างชาติสวนมา โดยผลตอบแทนหุ้นกู้ตลาดรองได้รับผลกระทบเล็กน้อย แต่โดยรวมแล้วผลตอบแทนของหุ้นกู้เพิ่มขึ้นเล็กน้อยหลังจากลดลงติดต่อกันมาหลายสัปดาห์  ยกเว้นรุ่นอายุต่ำกว่า 1 ปี ที่ปรับลดลง 1 bps เนื่องจากสภาพคล่องล้นในกลุ่มนักลงทุนสถาบัน สิ้นสัปดาห์อัตราผลตอบแทนของหุ้นกู้ที่มีอันดับความน่าเชื่อถือ AAA รุ่นอายุ 3, 5, และ 10 ปี อยู่ที่  2.50%, 2.86%, และ 3.48% เพิ่มขึ้นจาก 2.49%, 2.84%, และ 3.46% ในสัปดาห์ก่อนๆ ตามลำดับ

ข่าวล่าสุด

“ศุภจี” พบนักธุรกิจสวิส ดัน SME ไทยเข้าสู่ห่วงโซ่อุปทานโลก

“ศุภจี” พบนักธุรกิจสวิส ดัน SME ไทยเข้าสู่ห่วงโซ่อุปทานโลก