
CKPซื้อไซยะบุรีดันกำไรอู้ฟู่
CKP เดินหน้ารวมธุรกิจไฟฟ้ากลุ่ม ช.การช่าง ผู้ถือหุ้นไฟเขียวซื้อหุ้นไซยะบุรี หนุนปี 2563 โกยกำไร 3,000 ล้าน/ปี
CKP เดินหน้ารวมธุรกิจไฟฟ้ากลุ่ม ช.การช่าง ผู้ถือหุ้นไฟเขียวซื้อหุ้นไซยะบุรี หนุนปี 2563 โกยกำไร 3,000 ล้าน/ปี
บริษัท ซีเค พาวเวอร์ (CKP) จัดประชุมสามัญประจำปีผู้ถือหุ้นในวันที่ 9 เม.ย. 2558 โดยคำถามที่ผู้ถือหุ้นซักถามมากที่สุด คือภาระเงินกู้ รวมถึงความกังวลที่บริษัทอาจจะต้องเพิ่มทุนอีกในอนาคตเพื่อรองรับการลงทุนจำนวนมาก แต่ในที่สุดได้อนุมัติทุกวาระโดยเฉพาะการให้ซื้อหุ้น บริษัท ไซยะบุรี พาวเวอร์ สัดส่วน 30% จากบริษัท ช.การช่าง (CK) มูลค่ารวม 4,344 ล้านบาท อีกทั้งต้องใส่เงินเพิ่มทุนตามสัดส่วนการถือหุ้นจำนวน 5,512 ล้านบาท ในช่วง 4-5 ปีข้างหน้า รวมถึงการลงทุนโครงการใหม่ๆ นอกจากนี้ยังถามถึงผลตอบแทนที่จะได้รับจากการลงทุนในไซยะบุรีฯ
น.ส.สุภามาส ตรีวิศวเวทย์ กรรมการผู้จัดการ บริษัท ซีเค พาวเวอร์ (CKP) กล่าวในที่ประชุมผู้ถือหุ้นว่า บริษัทจะไม่ใช้แหล่งกู้ยืมในการซื้อหุ้นไซยะบุรี แต่ใช้เงินทุนจากการออกเสนอขายหุ้นเพิ่มทุนให้กับผู้ถือหุ้นเดิม มูลค่ารวม 5,610 ล้านบาท ส่วนเงินที่จะต้องใส่เพิ่มทุนให้กับไซยะบุรีจะมาจากการแปลงสภาพใบสำคัญแสดงสิทธิที่จะซื้อหุ้นของบริษัท (CKP-W1) อายุแปลงสภาพ 5 ปี จำนวน 1,870 ล้านหน่วย ราคาแปลงสภาพที่ 6 บาท จะได้เงินรวม 11,220 ล้านบาท
อย่างไรก็ตามหากผู้ถือหุ้นไม่ใช้สิทธิบริษัทยังเตรียมแผนสำรองจากความสามารถในการกู้เพิ่มเติม เนื่องจากภายหลังการเพิ่มทุนเสร็จบริษัทจะมีอัตราหนี้สินต่อทุนสุทธิลดลงเหลือ 0.70 เท่า จากปัจจุบันที่ 0.89 เท่า จากกรอบนโยบายที่วางไว้ที่ 2 เท่า
สำหรับผลตอบแทนจากการลงทุน (IRR) ในไซยะบุรี พาวเวอร์ อยู่ที่ประมาณ 10-12% และยังมีโอกาสจะเดินเครื่องจ่ายไฟฟ้าเข้าระบบเชิงพาณิชย์ได้เร็วกว่าแผนในเดือน ต.ค. 2562 บางหน่วยจะเริ่มทยอยจ่ายไฟฟ้าเข้าระบบได้ในปี 2561 ขณะที่ไซยะบุรีจะมีรายได้ประมาณ 1.50 หมื่นล้านบาท/ปี และมีกำไรสุทธิที่ 9,250 ล้านบาท/ปี โดยมีอายุสัมปทาน 29 ปี หรือถึงปี 2591 ขณะที่ CKP ถือหุ้นสัดส่วน 30% จะได้ส่วนแบ่งกำไรสุทธิประมาณ 3,000 ล้านบาท/ปี ส่งผลให้ในปี 2563 กำไรสุทธิของบริษัทจะเติบโตอย่างก้าวกระโดดหลังรับรู้กำไรเต็มปีเป็นปีแรก
ขณะที่ความเสี่ยงจากการก่อสร้างต่ำลงหลังมีความคืบหน้าของโครงการไปแล้วสัดส่วนประมาณ 50% และมีแผนจะซื้อหุ้นไซยะบุรีเพิ่มจากบริษัท ทางด่วนกรุงเทพ (BECL) ปัจจุบันที่ถือสัดส่วน 7.5% โดยจะเข้าไปเจราจาหลัง BECL ควบรวมกับบริษัท รถไฟฟ้ากรุงเทพ (BMCL) เพื่อให้จัดโครงสร้างให้ธุรกิจโรงไฟฟ้าของกลุ่มอยู่ภายใต้การบริหารของ CKP โดยในช่วง 5-10 ปีจากนี้กำลังการผลิตไฟฟ้าของบริษัทจะเติบโตเฉลี่ยปีละ 27% จากช่วงปี 2558-2559 จะมีกำลังการผลิต 755 เมกะวัตต์
ในปี 2561-2562 กำลังการผลิตรวมจะเพิ่มเป็น 2,320 เมกะวัตต์ จากโรงไฟฟ้าพลังน้ำไซยะบุรีขนาด 1,285 เมกะวัตต์ และโรงไฟฟ้าน้ำบากขนาด 160 เมกะวัตต์ โดยทั้งสองโรงอยู่ใน สปป.ลาวหลังจากปี 2562 บริษัทก็ตั้งเป้ากำลังผลิตไฟฟ้าจะเพิ่มขึ้นไปสู่ระดับ 4,280 เมกะวัตต์ โดยมองโอกาสใน สปป.ลาวและในพม่าเพิ่มเติม
นอกจากนี้ บริษัทยังศึกษาการเข้าซื้อกิจการโรงไฟฟ้าเพิ่ม โดยโครงการที่ผลิตเชิงพาณิชย์แล้วจะต้องมี IRR ที่ 8-10% แต่หากเป็นโครงการลงทุนใหม่จะต้องมี IRR ประมาณ 10-15% อีกทั้งเตรียมพื้นที่เพื่อสร้างโรงไฟฟ้าพลังงานแสงอาทิตย์ขนาด 100 เมกะวัตต์ ขณะที่ในปี 2558-2559 จะไม่มีกำลังการผลิตไฟฟ้าใหม่เข้ามา แต่กำไรปี 2558 จะดีขึ้นมาจากต้นทุนการเงินที่จะลดลงจากการเจรจารีไฟแนนซ์หนี้โรงไฟฟ้าน้ำงึม 2 วงเงินกู้ประมาณ 2 หมื่นล้านบาท กับธนาคารพาณิชย์เจ้าหนี้ 3 แห่ง คือ ธนาคารกรุงไทย ธนาคารธนชาต และธนาคารทหารไทย เพื่อขอลดภาระดอกเบี้ยปัจจุบันเฉลี่ยประมาณ 5% รวมถึงขอขยายเวลาออกไปอีก 5-6 ปี จากเดิมที่กำหนดชำระ 8-10 ปี เพื่อให้สอดคล้องกับอายุสัมปทานที่ 23 ปี และขอเบิกเงินสดที่สำรองกับธนาคารเจ้าหนี้ไว้จำนวน 2,000 ล้านบาท ออกมาโรงไฟฟ้าน้ำงึม 2 มีเงินสดเพิ่มสามารถจะจ่ายปันผลให้กับ CKP ได้มากขึ้น
อย่างไรก็ตาม ในปี 2560 โรงไฟฟ้าบางปะอินโคเจนเนอเรชั่น เฟส 2 (BIC2) ขนาด 120 เมกะวัตต์ จะเริ่มจ่ายไฟฟ้าเข้าระบบส่งจะผลให้มรายได้เข้ามาเพิ่มอีกประมาณ 3,000 ล้านบาท/ปี







