posttoday
มังกรยกเครื่องอุตฯ แข่งขันยุค ‘Industry 4.0’

มังกรยกเครื่องอุตฯ แข่งขันยุค ‘Industry 4.0’

10 เมษายน 2558

โดย...ทีมข่าวประชาคมอาเซียน

โดย...ทีมข่าวประชาคมอาเซียน

“จีน” ได้ชื่อว่าเป็นโรงงานของโลก ที่ผลิตสินค้าหลากหลายประเภทป้อนตลาดทั่วทุกมุมโลก การพัฒนาภาคการผลิตในช่วงหลายสิบปีที่ผ่านมาได้สร้างงานจำนวนมหาศาล ยกระดับความเป็นอยู่ของชาวจีนให้ดีขึ้น แต่ในอีกด้านหนึ่งก็สร้างปัญหามลพิษ ความเสื่อมโทรมด้านทรัพยากรธรรมชาติขนานใหญ่ให้กับประเทศเช่นกัน

มาวันนี้ รัฐบาลได้ตั้งเป้าหมายใหม่คือ “Made in China 2025” เพื่อยกเครื่องการผลิตของจีนให้ก้าวหน้าและกลายเป็นผู้เล่นรายสำคัญในตลาดเทคโนโลยีขั้นสูงของโลก ซึ่งแผนนี้จะใช้ควบคู่กับแผน Internet Plus” ที่เน้นหนักเรื่องนวัตกรรม เทคโนโลยีอัจฉริยะ โมบายอินเทอร์เน็ต คลาวด์ คอมพิวติ้งบิ๊กดาต้า และการใช้อินเทอร์เน็ตในด้านต่างๆ

ตามแผนเมดอินไชน่าฉบับใหม่ จีนจะให้ความสำคัญกับการพัฒนาอุตสาหกรรมหลัก 10 กลุ่ม ซึ่งคาดหวังว่าจะสามารถปรับโฉมของประเทศให้สามารถแข่งขันในตลาดโลกได้ดีขึ้น โดยอุตสาหกรรมดังกล่าว ได้แก่ 1.อุปกรณ์ด้านการบินและอวกาศ 2.เทคโนโลยีสารสนเทศ (ไอที) 3.ระบบอัตโนมัติและเครื่องจักรควบคุมเชิงตัวเลขขั้นสูง 4.การผลิตเรือเดินสมุทรไฮเทคและอุปกรณ์วิศวกรรมทางทะเล 5.อุปกรณ์รถไฟล้ำสมัย 6.รถยนต์ประหยัดพลังงาน 7.อุปกรณ์ไฟฟ้า 8.วัสดุชนิดใหม่ 9.เครื่องมืออุปกรณ์ทางการแพทย์ขั้นสูงและชีวเวช 10.เครื่องมืออุปกรณ์การเกษตร

ทั้งนี้ รัฐบาลจีนต้องการเห็นผลลัพธ์การพัฒนาที่ชัดเจนในอุตสาหกรรมดังกล่าว พร้อมเรียกร้องให้ภาคอุตสาหกรรมให้ความสำคัญกับการผลิตที่เป็นมิตรกับสิ่งแวดล้อมมากขึ้น อีกทั้งเน้นเรื่องคุณภาพและสามารถปรับประยุกต์ให้เข้าเทรนด์โลกที่จะต้องผสมผสานเข้ากับอินเทอร์เน็ตมากขึ้นด้วย

แนวคิดนี้จะช่วยอัพเกรดประเทศจีนจากการเป็น “ผู้ผลิตรายใหญ่ของโลก” ให้เป็น “ซูเปอร์พาวเวอร์อุตสาหกรรมการผลิต” ซึ่งจะเป็นกุญแจสำคัญที่จะทำให้เศรษฐกิจจีนเติบโตในอัตรากลางถึงสูงต่อไป และจะก้าวไปอยู่ซัพพลายเชนโลกระดับสูงขึ้น

เฉิน เหยา ผู้อำนวยการสถาบันเศรษฐกิจอุตสาหกรรมของสำนักสังคมศาสตร์จีน ชี้ว่า จีนเป็นประเทศผู้ผลิตรายใหญ่ของโลก แต่ไม่ได้เป็นซูเปอร์พาวเวอร์ด้านการผลิตเพราะยังขาดเทคโนโลยีหลักๆ แต่จีนก็ยังมีข้อได้เปรียบ เพราะได้สร้างโครงสร้างพื้นฐานต่างๆ ที่เปิดโอกาสให้การผลิตอุตสาหกรรมเติบโตเฟื่องฟู

ขณะเดียวกัน หลินจั้วหมิง ประธานกรรมการเอวิเอชั่น อินดัสทรี คอร์ป ออฟ ไชน่า มองว่า ปัญหาขาดแคลนแรงงานที่มีทักษะระดับสูงจำนวนมหาศาล กลายเป็นสิ่งท้าทายแผนของจีนที่จะอัพเกรดโครงสร้างอุตสาหกรรมของประเทศ

ทั้งนี้ เมื่อปี 2553 ขนาดภาคการผลิตของจีนได้แซงหน้าสหรัฐขึ้นไปรั้งตำแหน่งอันดับ 1 ของโลก แต่อยู่ในอันดับ 7 หากมองในแง่ความสามารถด้านการแข่งขัน ขณะเดียวกันเมื่อวัดจากอุตสาหกรรม 22 กลุ่ม พบว่า จีนขึ้นแท่นเบอร์ 1 ใน 7 กลุ่มอุตสาหกรรม และยังเป็นอันดับ 1 ในการผลิตสินค้าอุตสาหกรรมมากกว่า 220 ชนิด รวมถึง เหล็ก ซีเมนต์ และรถยนต์

เว็บไซต์วอนท์ไชน่าไทมส์ อ้างความเห็นของ แลร์รี่ เฉี่ยน ปิง แลง นักเศรษฐศาสตร์จากฮ่องกง ว่า การเดินหน้ายกเครื่องภาคอุตสาหกรรมครั้งนี้ถือเป็นการแข่งขันในยุค“Industry 4.0” ซึ่งเป็นการผลิตอุตสาหกรรมระยะที่ 4 มีการใช้เทคโนโลยีอัจฉริยะเข้ามาช่วย การปฏิวัติอุตสาหกรรม 4.0 จะส่งผลต่อซัพพลายเชนอุตสาหกรรมทุกขั้นตอนตั้งแต่วัตถุดิบไปจนถึงการค้าปลีก แต่ละขั้นตอนต้องอาศัยซอฟต์แวร์เฉพาะ สามารถติดตามตรวจสอบตัวเอง และระบบการสื่อสาร

ดังนั้น หมายความว่าห่วงโซ่อุตสาหกรรมแบบดั้งเดิม ที่เน้นการผลิตสินค้าเหมือนกันจำนวนมากจะสามารถผลิตสินค้าหลากหลายแบบตามความต้องการเฉพาะของลูกค้าได้ โดยอาศัยเทคโนโลยีอัจฉริยะ อีกทั้งการพัฒนายุค Industry 4.0 จะช่วยประหยัดเวลา และเทคโนโลยีอัจฉริยะสามารถลดต้นทุนได้ถึง 40%

ทั้งนี้ ปัจจุบันภาคการผลิตของจีนกำลังมีปัญหา เพราะต้นทุนเกือบจะพอๆ กับการผลิตในสหรัฐ ดังนั้นหากสหรัฐสามารถผลักดันอุตสาหกรรมแบบใหม่ได้สำเร็จ ซึ่งจะลดต้นทุนได้ 40% จีนก็จะไม่สามารถแข่งขันได้อีก

เห็นการเดินเกมของมหาอำนาจเหล่านี้แล้ว ประเทศในอาเซียนรวมถึงไทยต้องวางแผนเชิงรุกเพื่อปฏิวัติภาคอุตสาหกรรม เพื่อตอบรับกับวิถีโลกที่เปลี่ยนไป

ข่าวล่าสุด

Microsoft เลือกไทยประเทศแรก ปั้นคนไทยสู่เศรษฐกิจ AI เชื่อมทักษะทำงาน

Microsoft เลือกไทยประเทศแรก ปั้นคนไทยสู่เศรษฐกิจ AI เชื่อมทักษะทำงาน