
ใช้ม.44เรียกผู้ครอบครองที่ดินสปก.รายใหญ่เจรจา
สปก.เตรียมรวบรวมรายชื่อผู้ครอบครองที่ดินสปก.รายใหญ่ หวังใช้ ม.44 ช่วยเจรจา หลังที่ผ่านมา เรียกเท่าไหร่ไม่เคยมาพบ สิริรวมทั้งประเทศเกือบ 4 ล้านไร่
สปก.เตรียมรวบรวมรายชื่อผู้ครอบครองที่ดินสปก.รายใหญ่ หวังใช้ ม.44 ช่วยเจรจา หลังที่ผ่านมา เรียกเท่าไหร่ไม่เคยมาพบ สิริรวมทั้งประเทศเกือบ 4 ล้านไร่
นายสรรเสริญ อัจจุตมานัส เลขาธิการสำนักงานการปฏิรูปที่ดินเพื่อเกษตรกรรม(สปก.) เปิดเผยว่า ได้เตรียมรวมรวมรายชื่อผู้ครอบครองที่ดินรายใหญ่ของรัฐ รวมแล้วเกือบ 4 ล้านไร่ เป็นที่ดินสปก. ที่รังวัดที่ดินแล้ว และที่ดินสปก.ที่ได้รับมอบจากกรมป่าไม้แต่ยังไม่มีการรังวัด เพราะไม่สามารถเข้าพื้นที่ได้ประมาณ 1.8 ล้านไร่ และที่ผ่านมาแม้จะมีการทำหนังสือแจ้งให้แสดงตัวก็ไม่เคยมา โดยในจังหวัดนครราชสีมา มีที่ดินมากกว่า 3-5 แสนไร่ ที่ถูกบุกรุกจากรายใหญ่ จากพื้นที่สปก.ทั้งหมด 3 ล้านไร่ ในขณะที่พบว่ามีเอกชนรายใหญ่เพียงรายเดียวบุกรุกปลูกป่ายูคาลิปตัสใน 3 จังหวัดภาคตะวันออก ประมาณ 3 แสนไร่
“กรณีเหล่านี้ผมให้ทุกจังหวัดทำรายชื่อหรือขอเบอร์โทร จากกำนันผู้ใหญ่บ้านมาดู เพื่อทำข้อมูลเสนอทางฝ่ายทหารให้เข้ามาช่วยเจรจา รายบุคคล เพราะที่ผ่านมาทหารเคยขอไว้ เพราะเขาก็ต้องการที่ดินมาจัดให้เกษตรกรตามนโยบายรัฐบาล สปก.จึงได้มารวบรวม เช่นที่ฉะเชิงเทรา พบว่ามีเอกชนบุกรุกปลูกยูคาลิปตัสรายเดียวกว่า 3 แสนไร่ใน ฉะเชิงเทรา ปราจีน สระแก้ว ซึ่งในก่อนหน้าประมาณปี 2550 เคยมาเจรจากับกระทรวงเกษตรฯ โดยบริษัทแสดงความจำนงจะขอใช้ประโยชน์ต่อ 15 ปี เพื่อตัดสาง ยูคา 3 รอบโดยขอให้เกษตรกรที่มาอยู่เป็นลูกข่ายขายผลิตเหล่านี้ให้ แต่จนถึงขณะนี้กระทรวงเกษตรฯยังไม่มีการเจราจากับเอกชนดังกล่าว ทั้งนี้จากกรณีดังกล่าวผมขอให้เอกชนที่เข้าครอบครองที่ดินสปก.อย่างไม่ถูกต้องมาเจรจากับทางสปก.เพื่อเข้าขบวนการจัดสรรร่วมกัน มิเช่นนั้นก็ต้องคุยกับทหาร “ นายสรรเสริญระบุ
เลขาธิการสปก.กล่าวต่อว่าที่ผ่านมาสปก.พยายามทำหน้าที่ทุกคนแต่ผู้ครอบครองมีอิทธิพลสูงมาก โดยเฉพาะในพื้นที่ที่มีที่ดินสวยงาม รวมถึงแกนนำเกษตรกรที่พยามต่อรองกับนักการเมือง เพื่อให้พื้นที่รอบอุทยานแห่งชาติเข้าใหญ่สามารถออกโฉนดหรือเอกสารสิทธิ์ของกรมที่ดินได้ เพราะไม่ยอมเอาสปก. ซึ่งครั้งนี้หากทหารเดินหน้าเต็มที่จะเป็นโอกาสในการสะสางปัญหา
ทั้งนี้จากการตรวจสอบการครอบครองที่ดินรายใหญ่ในพื้นที่สปก. ณ เดือนมี.ค. 2558 พบว่า มีที่ดินแปลงใหญ่ทั่วประเทศที่สปก.ยังไม่ได่รังวัดรวม 1.8 ล้านไร่ แบ่งเป็นแปลงที่ครอบครองตั้งแต่ 50-99 ไร่จำนวน 4,753 แปลง พื้นที่ 3.3 แสนไร่ พื้นที่ขนาด 100 ไร่ขึ้นไปมี 4,941 แปลงพื้นที่ 1.5 ล้านไร่ โดยภาคกลางมากที่สุดจำนวนรวม 3.6 พันแปลง พื้นที่ 6.8 แสนไร่ ภาค ภาคตะวันออกเฉียงเหนือ 2.8 พันแปลง พื้นที่ 5.4แสนไร่ ภาคเหนือ 2.2 พันแปลงพื้นที่ 4.3 แสนไร่ และภาคใต้ 912 แปลงพื้นที่1.4 แสนไร่
ทั้งนี้พบว่าในภาคเหนือ จังหวัดที่บุกรุกมากที่สุดคือกำแพงเพชรจำนวน 849 แปลงพื้นที่ 1.9 แสนไร่ รองลงมาคืออุทัยธานี 179 แปลงพื้นที่6.1 หหมื่นไร่ และจ.พิษณุโลกจำนวน 251 แปลงพื้นที่3.8 หมื่นไร่ ภาคตะวันออกเฉียงเหนือมากที่สุดจังหวัดนครราชสีมา 1.6 พันราย พื้นที่ 3.7 แสนไร่ อุดรธานี 313 รายพื้นที่ 4.5 หมื่นไร่และ จ.เลย 192 รายพื้นที่ 2.5 หมื่นไร่ ภาคกลาง จังหวัดสระแก้ว 1.3 พันรายพื้นที่ 2.4 แสนไร่ ฉะเชิงเทรา 508 รายพื้นที่ 1.3 แสนไร่ จ.ลพบุรี 244 แหลงพื้นที่ 6.9 หมื่นไร่ และภาคใต้ กระบี่ 427 แปลง พื้นที่ 7.3 หมื่นไร่ สุราษฎรณ์ธานี 183 แปลงพื้นที่ 3 หมื่นไร่และชุมพร 68 แปลง พื้นที่ 1 หมื่นไร่
นายสรรเสริญ กล่าวต่อว่าสำหรับกรณีรีสอร์ทโบนันซ่ารุกที่ดินสปก.นั้น ได้ให้ เจ้าหน้าที่ฝ่ายกฏหมายและรังวัดลงพื้นที่แล้วคาดว่าจะประเมินตัวเลขได้เร็วๆนี้ ซึ่งเบื้องต้นทราบว่าที่ดินไม่ได้มีการนำดินออกไป จึงคาดว่าอาจจะไม่มีการคิดความเสียหายของหน้าดิน แต่อาจจะคิดเทียบเคียงในสัดส่วนของอัตราเช่าที่ดิน หรือการเสียโอกาสการทำประโยชน์ในที่ดินของเกษตรกร โดยอาจคำนวนเป็นรายได้ต่อไร่ เพื่อนำมาประกอบการฟ้องร้อง
ส่วนกรณีที่จะใช้เรื่องโลกร้อนมาตั้งค่าเสียหายนั้น เลขาธิการสปก.ระบุว่า จะหารือกับกรมป่าไม้และหน่วยงานที่เกี่ยวข้องต่อไป ส่วนที่ดินเมื่อได้คืนก็ต้องจัดให้เกษตรกรหรือส่วนราชการเข้าทำประโยชน์ต่อไป
นายปีติพงศ์ พึ่งบุญ ณ อยุธยา รมว.เกษตรและสหกรณ์ กล่าวว่าได้ให้สำนักงานการปฏิรูปที่ดินเพื่อเกษตรกรรม(สปก.) ไปตรวจสอบการบุกรุกที่ดินของรีสอร์ท โบนันซ่า เขาใหญ่ เพื่อประเมินความเสียหาย และดำเนินการตามกฎหมายทั้งการฟ้องแพ่งและอาญา ซึ่งที่ผ่านมามีการอ้างสิทธิ์ในเอกสารสิทธิ์นส.3 ขึ้นมาทำให้สปก.จึงยังไม่ได้เข้าไปสำรวจรังวัด ซึ่งเบื้องต้นคาดว่าประมาณ 79 ไร่
“กรณีนี้ต้องเข้าใจว่าก่อนหน้านั้น เมื่อสปก.ได้ดำเนินการตามขั้นตอน คือการเรียกผู้ถือครองมาพบหรือรายงานตัวพร้อมหลักฐาน หากเขาไม่มีก็ไม่มีอำนาจที่จะขอเรียกหลักฐานอื่นเพิ่ม ดังนั้นในส่วนนี้ก็จะต้องไปดูว่าจะมีการแก้ไขให้กฎหมายมีความรัดกุมอย่างไรต่อไป “นายปีติพงศ์กล่าว







