
เร่งร่างพ.ร.บ.รายได้และสวัสดิการเกษตรกรเข้าครม.พค.นี้
กระทรวงเกษตรฯ เร่ง ร่าง พ.ร.บ.รายได้และสวัสดิการเกษตรกร เข้า ครม. พ.ค. 58
กระทรวงเกษตรฯ เร่ง ร่าง พ.ร.บ.รายได้และสวัสดิการเกษตรกร เข้า ครม. พ.ค. 58
นายปีติพงศ์ พึ่งบุญ ณ อยุธยา รมว.กระทรวงเกษตรและสหกรณ์ เปิดเผยว่า ได้สั่งการให้ฝ่ายกฎหมายเร่งปรับปรุง ร่างพรบ. รายได้และสวัสดิการเกษตรกร พ.ศ... ให้แล้วเสร็จโดยเร็วเพื่อทำประชาพิจารณาอีกครั้งก่อน เสนอคณะรัฐมนตรีให้ทันเดือน พ.ค.นี้ ภายหลังที่ได้มีการเปิดรับฟังความเห็นจากผู้มีส่วนได้เสียเมื่อเดือนมี.ค.ที่ผ่านมา
ทั้งนี้ได้สั่งการให้มีการปรับปรุงในบางประเด็นโดยเฉพาะการกำหนดคำนิยามคำของเกษตรกรที่รัฐจะเข้าข่ายได้รับการดูแลตาม พรบ.นี้ รวมถึงสวัสดิการที่รัฐจะต้องช่วยจะเป็นสวัสดิการประเภทใด โดยประเด็นการแก้ไข เช่น นิยามของคำว่า สวัสดิการ ต้องชัดเจนว่า เช่น กลุ่มคนที่รัฐบาลช่วยเหลือต้องเป็นเกษตรกรจริง โดยจะต้องมีการจดทะเบียนเกษตรกรทั้งประเทศ ตามที่ พล.อ.ประยุทธ์ จันทร์โอชา นายกรัฐมนตรี สั่งให้กระทรวงมหาดไทย ร่วมกับกระทรวงการคลัง และกระทรวงเกษตรฯ ร่วมมือกันจดทะเบียนผู้มีรายได้ทรัพย์สินทั้งประเทศเพื่อให้ได้ประโยชน์จากมาตรการรัฐบาลโดยตรง
การแบ่งกลุ่มเกษตรกร จะแบ่งอย่างไร ซึ่งได้ให้ตัวอย่างฝ่ายกฎหมายไปพิจารณาว่าจะแบ่งโดยการการกำหนดเป็น 3 กลุ่ม เช่น 1.กลุ่มที่มีที่ดินของตัวเอง 2.กลุ่มที่เช่าที่ดิน 3.กลุ่มแรงงาน สำหรับรูปแบบการช่วยเหลือ ยังอยู่ระหว่างการพิจารณาว่า จะให้เกษตรกรร่วมจ่ายเป็นสมทบดีหรือไม่ หรือให้รัฐจัด เนื่องจากปัจจุบันรัฐขยายการเก็บภาษีที่ดินและสิ่งปลูกสร้างใหม่ ทำให้เกษตรกรมีภาระภาษีอยู่แล้ว ยังจำเป็นต้องจ่ายเพิ่มหรือไม่ เป็นต้น
โดยเกณฑ์การช่วยเหลือ และเรื่องที่จะช่วยเหลือจะให้มีคณะกรรมการขึ้นมากำหนด ประกอบด้วยชุดระดับชาติที่จะเสนอให้ นายกรัฐมนตรีหรือรัฐมนตรีที่มอบหมายเป็ยประธาน และชุดที่กำหนดรายได้ที่จะต้องช่วยเหลือให้ปลัดกระทรวงเกษตรฯและปลัดกระทรวงที่เกี่ยวข้องเป็นกรรมการ อย่างไรก็ตามนอกเหนือจากสวัสดิการที่เกษตรกรได้รับในเรื่องรายได้แล้ว ยังให้ฝ่ายกฏหมายไปดูว่าจะสามารถเพิ่มเรื่องการรักษาพยาบาลให้เกษตรกรในกลุ่มโรคที่เกิดจากการทำอาชีพเกษตรได้หรือไม่ เช่นโรคผิวหนังจากสารเคมี โดยให้ดูว่าระบบประกันสุขภาพที่มีครอบคลุมเพียงพอหรือยัง
“ ทั้งนี้เมื่อมีพรบ.ดังกล่าวออกมาจะเป็นการป้องกันไม่ให้รัฐบาลอื่นๆเข้ามาใช้นโยบายประชานิยมและใช้เงินของประเทศเกินความจำเป็นจนเป็นภาระหนี้สิน โดยเงินที่จะมาช่วยเกษตรกรตามพรบ.นี้จะอ้างอิงตามเกณฑ์รายได้ของผลิตภัณฑ์ มวลรวมในประเทศ(จีดีพี) ภาคการเกษตร “ รมว.เกษตรฯระบุ
ทั้งนี้ร่างกฎหมายดังกล่าวมีการกำหนดสัดส่วนวงเงินไว้ที่ 1-10% ของจีดีพี หรือปีละ1 แสนล้านบาท เพื่อกำหนดเพดานขั้นสุดที่รัฐบาลจะนำงบประมาณมาใช้ในส่วนของภาคเกษตรในการ ช่วยเหลือ โดยที่ไม่ส่งผลให้ฐานะการคลังมีปัญหา โดยจะมีการทบทวนและการจัดสรรงบประมาณทุก 5 ปี
นายปีติพงศ์ พึ่งบุญ ณ อยุธยา รมว.กระทรวงเกษตรและสหกรณ์ เปิดเผยว่า ได้สั่งการให้ฝ่ายกฎหมายเร่งปรับปรุง ร่างพรบ. รายได้และสวัสดิการเกษตรกร พ.ศ... ให้แล้วเสร็จโดยเร็วเพื่อทำประชาพิจารณาอีกครั้งก่อน เสนอคณะรัฐมนตรีให้ทันเดือน พ.ค.นี้ ภายหลังที่ได้มีการเปิดรับฟังความเห็นจากผู้มีส่วนได้เสียเมื่อเดือนมี.ค.ที่ผ่านมา
ทั้งนี้ได้สั่งการให้มีการปรับปรุงในบางประเด็นโดยเฉพาะการกำหนดคำนิยามคำของเกษตรกรที่รัฐจะเข้าข่ายได้รับการดูแลตาม พรบ.นี้ รวมถึงสวัสดิการที่รัฐจะต้องช่วยจะเป็นสวัสดิการประเภทใด โดยประเด็นการแก้ไข เช่น นิยามของคำว่า สวัสดิการ ต้องชัดเจนว่า เช่น กลุ่มคนที่รัฐบาลช่วยเหลือต้องเป็นเกษตรกรจริง โดยจะต้องมีการจดทะเบียนเกษตรกรทั้งประเทศ ตามที่ พล.อ.ประยุทธ์ จันทร์โอชา นายกรัฐมนตรี สั่งให้กระทรวงมหาดไทย ร่วมกับกระทรวงการคลัง และกระทรวงเกษตรฯ ร่วมมือกันจดทะเบียนผู้มีรายได้ทรัพย์สินทั้งประเทศเพื่อให้ได้ประโยชน์จากมาตรการรัฐบาลโดยตรง
การแบ่งกลุ่มเกษตรกร จะแบ่งอย่างไร ซึ่งได้ให้ตัวอย่างฝ่ายกฎหมายไปพิจารณาว่าจะแบ่งโดยการการกำหนดเป็น 3 กลุ่ม เช่น 1.กลุ่มที่มีที่ดินของตัวเอง 2.กลุ่มที่เช่าที่ดิน 3.กลุ่มแรงงาน สำหรับรูปแบบการช่วยเหลือ ยังอยู่ระหว่างการพิจารณาว่า จะให้เกษตรกรร่วมจ่ายเป็นสมทบดีหรือไม่ หรือให้รัฐจัด เนื่องจากปัจจุบันรัฐขยายการเก็บภาษีที่ดินและสิ่งปลูกสร้างใหม่ ทำให้เกษตรกรมีภาระภาษีอยู่แล้ว ยังจำเป็นต้องจ่ายเพิ่มหรือไม่ เป็นต้น
โดยเกณฑ์การช่วยเหลือ และเรื่องที่จะช่วยเหลือจะให้มีคณะกรรมการขึ้นมากำหนด ประกอบด้วยชุดระดับชาติที่จะเสนอให้ นายกรัฐมนตรีหรือรัฐมนตรีที่มอบหมายเป็ยประธาน และชุดที่กำหนดรายได้ที่จะต้องช่วยเหลือให้ปลัดกระทรวงเกษตรฯและปลัดกระทรวงที่เกี่ยวข้องเป็นกรรมการ อย่างไรก็ตามนอกเหนือจากสวัสดิการที่เกษตรกรได้รับในเรื่องรายได้แล้ว ยังให้ฝ่ายกฏหมายไปดูว่าจะสามารถเพิ่มเรื่องการรักษาพยาบาลให้เกษตรกรในกลุ่มโรคที่เกิดจากการทำอาชีพเกษตรได้หรือไม่ เช่นโรคผิวหนังจากสารเคมี โดยให้ดูว่าระบบประกันสุขภาพที่มีครอบคลุมเพียงพอหรือยัง
“ ทั้งนี้เมื่อมีพรบ.ดังกล่าวออกมาจะเป็นการป้องกันไม่ให้รัฐบาลอื่นๆเข้ามาใช้นโยบายประชานิยมและใช้เงินของประเทศเกินความจำเป็นจนเป็นภาระหนี้สิน โดยเงินที่จะมาช่วยเกษตรกรตามพรบ.นี้จะอ้างอิงตามเกณฑ์รายได้ของผลิตภัณฑ์ มวลรวมในประเทศ(จีดีพี) ภาคการเกษตร “ รมว.เกษตรฯระบุ
ทั้งนี้ร่างกฎหมายดังกล่าวมีการกำหนดสัดส่วนวงเงินไว้ที่ 1-10% ของจีดีพี หรือปีละ1 แสนล้านบาท เพื่อกำหนดเพดานขั้นสุดที่รัฐบาลจะนำงบประมาณมาใช้ในส่วนของภาคเกษตรในการ ช่วยเหลือ โดยที่ไม่ส่งผลให้ฐานะการคลังมีปัญหา โดยจะมีการทบทวนและการจัดสรรงบประมาณทุก 5 ปี







