
ภาคเอกชนคือความหวัง และทางออก จากปัญหาคอร์รัปชั่น
โดย...ดร.พนัส สิมะเสถียร ประธานคณะกรรมการแนวร่วมปฏิบัติภาคเอกชนไทยในการต่อต้านการทุจริต (CAC)
โดย...ดร.พนัส สิมะเสถียร ประธานคณะกรรมการแนวร่วมปฏิบัติภาคเอกชนไทยในการต่อต้านการทุจริต (CAC)
ในช่วงที่ผมยังรับราชการเมื่อกว่า 20 ปี ก่อนนี้ยังไม่มีคำว่า คอร์รัปชั่นเชิงระบบ หรือการกล่าวถึงในลักษณะการทุจริตโกงกินกันอย่างเป็นระบบ มีการบริหารจัดการตั้งแต่ต้นน้ำยันปลายน้ำอย่างเป็นขบวนการ ประหนึ่งคนเหล่านั้นกำลังประกอบธุรกิจที่มีเดิมพันรายได้มหาศาลคุ้มค่าแก่การลงทุนลงแรงและพร้อมรับความเสี่ยงทุกอย่าง เพียงเพื่อให้ได้เงินที่เอาอำนาจที่ได้มาไปแลก และเอาเงินไปรักษาอำนาจของตนเองไว้ให้คงอยู่ต่อไป จึงเกิดคำเรียกพฤติกรรมเช่นนี้ว่าเป็น “วงจรอุบาทว์”
ดังที่ทราบกันดีว่า การแก้ไขปัญหาคอร์รัปชั่นมิอาจจะกระทำเพียงคนใดคนหนึ่งหรือบริษัทใดบริษัทหนึ่งได้ หากแต่เป็นปัญหาที่ทุกคนมีส่วนรับผลเสียที่กระทบกับการทำธุรกิจของตนเองเหมือนๆ กัน
ดังนั้น การแก้ไขจึงต้องอาศัยพลังสามัคคีของคนจำนวนมากมาช่วยกันทลายตั้งแต่กำแพงแห่งความคิดที่ว่าคอร์รัปชั่นเป็นปัญหาที่ไม่มีทางแก้ไขได้ ไปจนถึงการแสดงออกว่าคนไทยทุกคน บริษัทไทยทุกแห่งประกาศต่อต้านการทุจริตทุกรูปแบบเป็นนโยบายที่ชัดเจน ซึ่งการแก้ไขปัญหาคอร์รัปชั่นนั้นต้องทำอย่างประสานสอดคล้องกันในทุกภาคส่วน โดยภาคเอกชนที่ถูกมองมาตลอดว่าเป็น “ผู้ให้” สินบน ก็ถือเป็นส่วนที่มีความสำคัญอย่างมาก
ทั้งนี้ วงจรคอร์รัปชั่นเชิงระบบได้บ่อนทำลายเครื่องยนต์ทางเศรษฐกิจของประเทศ และสร้างสภาวะแวดล้อมการประกอบธุรกิจในประเทศไทยให้เกิดลักษณะซึ่งเปรียบเสมือนอุโมงค์มืดที่พาเศรษฐกิจไทยเข้าสู่หนทางแห่งความเสื่อม 3 ประการ
ประการแรก คือ การสร้างสนามแข่งขันที่ไม่เท่าเทียมให้เกิดขึ้น การผูกขาดกิจการและการทำธุรกิจระหว่างหน่วยงานรัฐกับเอกชน จำกัดคนเข้าถึงทรัพยากรและโอกาสทางธุรกิจให้แคบลง เหลือเพียงพรรคพวกคนรู้จัก ซึ่งนำไปสู่การสมยอม หรือ “ฮั้ว” เพื่อตกลงส่วนแบ่งกันในกลุ่มคนจำนวนหนึ่ง แต่ผลักภาระความรับผิดชอบให้สังคมส่วนรวม
ประการที่สอง คอร์รัปชั่นเชิงระบบ ยังทำลายบรรยากาศการสร้างสรรค์นวัตกรรมสินค้าและบริการเพื่อแข่งขันกับคู่แข่ง ทุกวันนี้ท่านอาจเคยเห็นข้อมูลที่น่าตกใจที่งบการลงทุนวิจัยและพัฒนาของภาคเอกชนมีสัดส่วนที่น้อยมาก เมื่อเทียบกับค่าอำนวยความสะดวกในการติดต่อราชการ หรือการซื้อหาความได้เปรียบผ่านกลไกคอร์รัปชั่น โดยมีนายหน้าผู้มีอำนาจวิ่งเอาอำนาจมาแลกกับเงินที่บริษัทนั้นพร้อมที่จะจ่าย เพื่อรับรองความรวดเร็วและความปลอดภัยในการลงทุนหรือในการทำธุรกรรมกับหน่วยงานของรัฐ จึงทำให้บริษัทเหล่านั้นเลือกวิธีการจ่ายเงินเพื่อซื้อความสะดวกหรือความได้เปรียบ แทนที่จะนำเงินไปลงทุนเพื่อพัฒนาขีดความสามารถในการแข่งขันให้กับธุรกิจของตนเองเพื่อไปสู้กับตลาดในระดับสากล
ประการที่สาม คอร์รัปชั่นเชิงระบบเป็นสาเหตุหลักที่ก่อให้เกิดความเหลื่อมล้ำในสังคมไทย และทำให้การประกอบธุรกิจในประเทศไทยไม่มีทางที่จะยั่งยืนได้ เพราะคอร์รัปชั่นเชิงระบบได้ตัดโอกาสของคนรุ่นต่อไป ด้วยการผลักภาระความรับผิดชอบผ่านโครงการสร้างการกู้ยืมเงินในอนาคตและการบริหารจัดการโครงสร้างพื้นฐาน สาธารณูปโภคต่างๆ อย่างไม่มีประสิทธิภาพ และไม่เอื้อต่อการเพิ่มขีดความสามารถในการแข่งขันของประเทศ
วันนี้เราอาจจะมาถึงทางตันแล้วก็ได้ หากเราไม่เริ่มแก้ไขปัญหาคอร์รัปชั่นในวันนี้ด้วยการสร้างมาตรฐานประกอบธุรกิจที่ใสสะอาด การแข่งขันทางธุรกิจที่เป็นธรรม และด้วยการดำเนินธุรกิจอย่างสุจริตปลอดการทุจริตคอร์รัปชั่น เพื่อรักษาการเติบโตของธุรกิจเอกชน เพิ่มขีดความสามารถในการแข่งขันของประเทศ และยกระดับการพัฒนาประเทศให้สูงขึ้น เราอาจจะหาทางออกที่มีโอกาสที่ดีไปกว่านี้ไม่ได้แล้วก็เป็นได้
ผมเชื่อมั่นว่าทางออกของปัญหานี้จะเกิดขึ้นได้จริง ก็เพราะมีบริษัทเอกชนที่แสดงความสนใจสมัครเข้าเป็นสมาชิกแนวร่วมปฏิบัติของภาคเอกชนไทยในการต่อต้านการทุจริต หรือ CAC แล้วถึง 449 บริษัท ซึ่งบริษัททั้งหลายเหล่านี้ได้ริเริ่มลงมือทำสิ่งที่สำคัญ 2 ประการ คือ การประกาศนโยบายต่อต้านการทุจริต และการสร้างมาตรฐานการประกอบธุรกิจที่โปร่งใสตรวจสอบได้กับหน่วยงานรัฐ ซึ่งในขั้นต่อไปก็หวังว่าบริษัทเหล่านี้จะช่วยขยายขอบเขตการประกอบธุรกิจที่ใสสะอาดไปยังคู่ค้าและบริษัทในเครือต่อไป
การที่บริษัทต่างๆ ตระหนักถึงบทบาทหน้าที่ของภาคเอกชนในการแก้ปัญหาคอร์รัปชั่นโดยไม่ปล่อยภาระการแก้ไขปัญหานี้ตกเป็นของภาครัฐแต่เพียงฝ่ายเดียว นับเป็นจุดเริ่มต้นที่ดีที่จะช่วยขจัดปัญหาคอร์รัปชั่นให้หมดสิ้นไปจากประเทศไทยได้ในที่สุด







