posttoday
กางภาระภาษี การซื้อกิจการ

กางภาระภาษี การซื้อกิจการ

03 เมษายน 2558

โดย...เบญจมาศ กุลกัตติมาส กรรมการบริหาร เคพีเอ็มจี ประเทศไทย [email protected]

โดย...เบญจมาศ กุลกัตติมาส กรรมการบริหาร เคพีเอ็มจี ประเทศไทย [email protected]

จากการติดตามข่าวสารจะเห็นว่ากลุ่มธุรกิจไทยที่มีการขยายการลงทุนไม่ว่าในประเทศ หรือนอกประเทศ ทั้งการขยายตลาดในธุรกิจเดิมหรือการต่อยอดด้วยการเพิ่มกลุ่มธุรกิจใหม่ มักจะไม่เริ่มต้นจากศูนย์แล้วแต่จะมองหากลุ่มพันธมิตรเพื่อการร่วมมือในการเติบโต ซึ่งอาจจะเป็นการร่วมลงทุน หรือโดยการเข้าไปซื้อกิจการ

การเข้าไปซื้อกิจการสามารถทำได้โดยการซื้อหุ้นจากผู้ถือหุ้นของบริษัทเป้าหมาย (บริษัทที่ต้องการซื้อกิจการ) ซึ่งผู้ซื้อก็จะได้ไปทั้งบริษัท หรือซื้อเฉพาะทรัพย์สินรวมถึงรับโอนพนักงานจากบริษัท
เป้าหมายมา

ทั้งสองกรณีมีประเด็นภาษีที่กิจการจะต้องพิจารณาให้รอบคอบ เนื่องจากภาระภาษีอาจมีผลต่อการพิจารณาว่าควรจะซื้อกิจการด้วยวิธีการใด

กรณีการซื้อกิจการโดยการซื้อหุ้นจากผู้ถือหุ้นของบริษัทเป้าหมาย จะทำให้ผู้ลงทุนใหม่ได้ทั้งทรัพย์สินและหนี้สินของบริษัทเป้าหมาย

ดังนั้น สิ่งที่สำคัญข้อแรกเลยก็คือ ต้องตรวจสภาพกิจการบริษัทเป้าหมายว่ามีภาระหนี้สิน ซึ่งรวมถึงภาษี หรือภาระทางกฎหมาย ที่มีอยู่ในอดีตรวมถึงที่อาจเกิดขึ้นในอนาคตมากน้อยเพียงใด

ในกรณีนี้ผู้ซื้อควรจัดให้มีการตรวจสภาพ (Due diligence) บริษัทเป้าหมายทั้งในเรื่องของภาระภาษี และภาระทางกฎหมายที่เกี่ยวข้องกับกิจการทั้งหมด ซึ่งในส่วนนี้จะมีผลต่อราคาซื้อขายหุ้นด้วย รวมถึงการทำสัญญาซื้อขายหุ้นควรมีข้อกำหนดที่เปิดให้มีการชดเชยกันได้ภายในกรอบระยะเวลาหนึ่ง หากภายหลังได้พบว่ามีภาระหนี้สินที่ไม่สามารถค้นพบได้ในระหว่างเวลาที่ทำ Due diligence อีกเรื่องหนึ่งที่ต้องพิจารณา คือ ภาระภาษีหัก ณ ที่จ่าย สำหรับกำไร (Capital gain) ของผู้ขายที่ได้จากการขายหุ้นบริษัทเป้าหมาย

กรณีเป็นการขายหุ้นระหว่างบริษัทไทยด้วยกันแล้วผู้ซื้อจะไม่มีภาระที่จะต้องหักภาษี หัก ณ ที่จ่าย เมื่อผู้ซื้อชำระค่าหุ้นให้แก่ผู้ขายที่เป็นบริษัทไทยเช่นเดียวกัน กำไรจากการขายหุ้นจะเป็นเงินได้ของผู้ขายในการเสียภาษีเงินได้นิติบุคคลของผู้ขายเอง

แต่ถ้าผู้ขายเป็นนิติบุคคลต่างประเทศที่ไม่ได้ประกอบกิจการในไทย ผู้ซื้อซึ่งเป็นบริษัทไทยจะมีหน้าที่หักภาษี ณ ที่จ่าย ตามมาตรา 70 แห่งประมวลรัษฎากร ในอัตราภาษีร้อยละ 15 จากกำไรที่ผู้ขายได้จากการขายหุ้นดังกล่าว

อย่างไรก็ดี ภาษีหัก ณ ที่จ่าย อาจจะยกเว้นได้ภายใต้อนุสัญญาภาษีซ้อนที่ประเทศไทยมีกับประเทศผู้ขาย เช่น ภายใต้อนุสัญญาภาษีซ้อนระหว่างไทยกับสิงคโปร์ กำไรจากการขายหุ้นโดยบริษัทสิงคโปร์ที่มิได้ประกอบกิจการในประเทศไทยจะไม่เสียภาษีในประเทศไทย ซึ่งหมายถึงผู้ซื้อในไทยสามารถชำระค่าหุ้นให้กับผู้ขายในสิงคโปร์โดยไม่ต้องหักภาษี ณ ที่จ่าย ตามมาตรา 70 นั่นเอง ในขณะที่อนุสัญญาภาษีซ้อนระหว่างไทยกับมาเลเซีย กำหนดให้ไทยสามารถจัดเก็บภาษีได้

ดังนั้น ผู้ซื้อไทยจึงต้องหักภาษี ณ ที่จ่าย จากกำไรกรณีผู้ขายเป็นนิติบุคคลในมาเลเซีย ประเทศไทยมีอนุสัญญาภาษีซ้อนกับประเทศสมาชิกอาเซียน ยกเว้นเพียงกัมพูชากับบรูไน ซึ่งเป็นรองเพียงเวียดนามที่มีอนุสัญญาภาษีซ้อนกับทุกประเทศสมาชิกยกเว้นกัมพูชา

กัมพูชาเป็นประเทศที่ไม่มีอนุสัญญาภาษีซ้อนกับประเทศสมาชิกใดเลย ทั้งนี้ตามแผนการเข้าสู่ประชาคมอาเซียน ก็มีการหยิบยกเรื่องที่ให้แต่ละประเทศในสมาชิกอาเซียนดำเนินการให้มีอนุสัญญาภาษีซ้อนระหว่างกัน นอกจากภาษีหัก ณ ที่จ่ายแล้วก็มีเรื่องอากรแสตมป์ที่มักจะมีในกรณีการโอนหุ้นที่กิจการต้องพิจารณา

ทั้งนี้ การทำสัญญาซื้อขายหุ้น ควรจะต้องมีการกำหนดเรื่องภาระภาษีอย่างชัดเจนว่าผู้ใดจะเป็นผู้รับผิดชอบ เพราะบางครั้งผู้ขายอาจกำหนดราคาขายที่ราคาสุทธิโดยผู้ซื้อจะต้องรับผิดชอบภาษีที่เกี่ยวข้องกับการขายหุ้น เช่น ภาษีหัก ณ ที่จ่าย อากรแสตมป์ ซึ่งทำให้ต้นทุนของผู้ซื้อในการได้มาซึ่งกิจการดังกล่าวเพิ่มขึ้น ส่วนภาษีกับการซื้อกิจการโดยการซื้อทรัพย์สินขอยกไปเขียนครั้งต่อไป

ข่าวล่าสุด

“ศุภจี” พบนักธุรกิจสวิส ดัน SME ไทยเข้าสู่ห่วงโซ่อุปทานโลก

“ศุภจี” พบนักธุรกิจสวิส ดัน SME ไทยเข้าสู่ห่วงโซ่อุปทานโลก