
เทียบฟอร์มท่าเรืออาเซียน แข่งขนส่งทางน้ำ
โดย...ตะวัน หวังเจริญวงศ์
โดย...ตะวัน หวังเจริญวงศ์
จากกรณีจีนต้องการเชื่อมโยงเส้นทางสายไหมทางทะเล (Maritime Silk Road) อินโดนีเซียต้องการเป็นศูนย์กลางการขนส่งทางทะเล (Maritime Axis) สะท้อนให้เห็นว่าแนวโน้มการขนส่งของโลกในยุคการค้าเสรีไม่ได้มุ่งเน้นเพียงการขนส่งผ่านทางชายแดน แต่ยังให้ความสำคัญกับการขนส่งทางน้ำด้วย
เมื่อประเทศที่มีประชากรมหาศาลอย่างจีนและอินโดนีเซียเดินหน้าขับเคลื่อนแผนทางทะเล ประเทศ อื่นๆ ในภูมิภาคเองก็จำเป็นต้องทบทวนความพร้อมและความสามารถของตัวเอง เพื่อปรับตัวให้ทันความเปลี่ยนแปลงด้วย
ข้อมูลจาก Review of Maritime Transport 2014 ของการประชุมสหประชาชาติว่าด้วยการค้าและการพัฒนา (UNCTAD) ระบุว่า อุปสงค์การส่งสินค้าระบบคอนเทนเนอร์ (Container Shipping) ของโลกเติบโต 5.8% ในปี 2557 ในทางตรงกันข้าม อุปทานการส่งสินค้าระบบคอนเทนเนอร์กลับเติบโตเพียง 3.7% เท่านั้น
อย่างไรก็ดี การเติบโตของอุปสงค์ที่สูงกว่าอุปทาน ยังไม่ได้ส่งผลกระทบต่อค่าขนส่งสินค้าทางเรือมากนัก ค่าขนส่งสินค้าต่อปริมาณความจุของตู้คอนเทนเนอร์ขนาด 20 ฟุต 1 ตู้ (TEU) จากเซี่ยงไฮ้ไปสิงคโปร์ อยู่ที่ 231 เหรียญสหรัฐ/TEU ในปี 2556 ปรับลดลง 9.72% จากปี 2555
ขณะที่การขนส่งสินค้าผ่านท่าเรือต่างๆ ทั่วโลก ณ ปี 2556 คิดเป็น 651.1 ล้าน TEUs เพิ่มขึ้น 7.2% จากปี 2555 สูงกว่าการเพิ่มขึ้นเพียง 5.2% ในปีก่อนหน้า
สำหรับท่าเรือที่มีสินค้าเคลื่อนไหวเข้ามามากที่สุดของโลก ได้แก่ จีน มีปริมาณสินค้าผ่านท่าเทียบตู้สินค้า ณ ปี 2556 จำนวน 33.51 ล้าน TEUs ขณะที่ในอาเซียน ได้แก่ ท่าเรือของสิงคโปร์ มีสินค้าเข้ามากเป็นอันดับ 2 ของโลก
ด้านท่าเทียบเรือของไทย มีสินค้าเข้าออกเป็นอันดับ 11 ของโลก และอันดับ 4 ของอาเซียน คิดเป็นจำนวน 7.7 ล้าน TEUs เพิ่มจากปี 2556 ประมาณ 3.13% อย่างไรก็ดียังไม่มีท่าเรือใดของไทยติด 20 อันดับท่าเรือที่มีการขนส่งสินค้ามากที่สุดของโลก
สินค้าที่มีการขนส่งมายังอาเซียนหลายประเทศ เช่น อินโดนีเซีย มาเลเซีย เวียดนาม และไทย ได้แก่ สินค้าพลังงาน เนื่องจากประเทศกลุ่มดังกล่าวมีความต้องการพลังงาน แต่ไม่สามารถผลิตได้เพียงพอ
ด้านความเป็นเจ้าของเรือจดทะเบียนของประเทศต่างๆ ในอาเซียน พบว่า สิงคโปร์ อินโดนีเซีย และมาเลเซีย คือ 3 ประเทศที่มีจำนวนเรือจดทะเบียน และระวางบรรทุกสูงสุดในอาเซียน คือ 74 ล้าน dwt 16 ล้าน dwt และ 15 ล้าน dwt ตามลำดับ
อย่างไรก็ตาม หากวัดในแง่การเติบโตเปรียบเทียบปี 2555-2556 ไทยมีอัตราเติบโตสูงเป็นอันดับ 2 ของภูมิภาค โดยเพิ่มขึ้น 10.9%
รายงานระบุว่า แนวโน้มการพัฒนาการขนส่งทางทะเลทั้งของเอเชียและโลก นับจากนี้จะต้องให้ความสำคัญกับปัญหาสิ่งแวดล้อมมากขึ้น โดยเฉพาะการลดปริมาณการปล่อยก๊าซเรือนกระจกในการขนส่งระหว่างประเทศ ซึ่งจะช่วยทั้งเรื่องสิ่งแวดล้อมและความมั่นคงทางพลังงาน หน่วยงานระดับนานาชาติจะให้ความสำคัญมากขึ้น
ขณะเดียวกัน ต้องดูแลเรื่องความปลอดภัยในการขนส่ง และเรื่องปัญหาการดูแลแรงงานบนเรือสินค้าควบคู่กันไปด้วย
ทั้งนี้ การขนส่งสินค้าทางทะเลยังมีอุปสรรคด้านกฎหมายและขั้นตอนทางศุลกากรอีกจำนวนมาก รายงานแนะนำว่า ประเทศต่างๆ ควรวางโครงสร้างและวัตถุประสงค์ในการอำนวยความสะดวกทางการค้าแห่งชาติ เพื่อให้วางทิศทางได้อย่างเหมาะสม โดยอาจมีฝ่ายเลขานุการถาวรเป็นตัวขับเคลื่อนนำไปสู่การปรับปรุงกฎหมาย ที่สำคัญต้องให้ภาคเอกชนเข้ามามีส่วนร่วมในการจัดการเพิ่มการอำนวยความสะดวกทางการค้าด้วย
การขนส่งสินค้าทางทะเล คือ ช่องทางให้แต่ละประเทศออกไปทำการค้าได้มากกว่าประเทศเพื่อนบ้าน หากสามารถบริหารจัดการได้อย่างมีประสิทธิภาพ ย่อมมีส่วนช่วยให้เศรษฐกิจของประเทศนั้นเติบโตไปได้อย่างแข็งแกร่ง







