
เสี่ยงลงไปถึง 1,440 แนะถือเงินสด 30%
หลังการปรับลดประมาณการตัวเลขการเติบโตทางเศรษฐกิจ (GDP) ปี 2558 ลงเหลือ 3.8% จาก 4% ตลาดหุ้นไทยมีแรงขายทำกำไรอย่างต่อเนื่อง โดยเฉพาะหลังการเปิดเผยตัวเลขการส่งออกเดือน ก.พ. 2558 ที่ปรับตัวลดลง 6.1% ติดลบเป็นเดือนที่สองต่อเนื่อง พัฒนาการของการฟื้นตัวทางเศรษฐกิจที่ล่าช้า ทำให้ความเสี่ยงทางลง (Downside) ทางเศรษฐกิจเพิ่มขึ้น ซึ่งกระทบมายังการฟื้นตัวของการบริโภคในประเทศและเพิ่มความเสี่ยงของการปรับลดประมาณการกำไรบริษัทจดทะเบียนลงอย่างต่อเนื่อง
หลังการปรับลดประมาณการตัวเลขการเติบโตทางเศรษฐกิจ (GDP) ปี 2558 ลงเหลือ 3.8% จาก 4% ตลาดหุ้นไทยมีแรงขายทำกำไรอย่างต่อเนื่อง โดยเฉพาะหลังการเปิดเผยตัวเลขการส่งออกเดือน ก.พ. 2558 ที่ปรับตัวลดลง 6.1% ติดลบเป็นเดือนที่สองต่อเนื่อง พัฒนาการของการฟื้นตัวทางเศรษฐกิจที่ล่าช้า ทำให้ความเสี่ยงทางลง (Downside) ทางเศรษฐกิจเพิ่มขึ้น ซึ่งกระทบมายังการฟื้นตัวของการบริโภคในประเทศและเพิ่มความเสี่ยงของการปรับลดประมาณการกำไรบริษัทจดทะเบียนลงอย่างต่อเนื่อง
เราเห็นหุ้นที่อิงเศรษฐกิจภายในส่วนใหญ่ปรับตัวลดลง ในขณะที่หุ้นที่อิงการเติบโตจากปัจจัยภายนอก อาทิ กลุ่มพลังงานกลับปรับตัวลดลงน้อยกว่าและได้ปัจจัยหนุนระยะสั้นจากการฟื้นตัวของราคาน้ำมันดิบ เนื่องจากความขัดแย้งที่เกิดจากการที่กลุ่มกบฏเข้ายึดครองสถานที่สำคัญในเยเมน ซึ่งแม้จะเป็นประเทศที่มีกำลังการผลิตน้ำมันต่ำ แต่เป็นทางผ่านของปริมาณน้ำมันที่บริโภคต่อวันถึงราว 4% ของทั้งโลก
อย่างไรก็ตาม เรายังประเมินการฟื้นตัวดังกล่าวเป็นเพียงภาวะระยะสั้นและไม่ยั่งยืน เนื่องจากปริมาณการผลิตที่ยังมีแนวโน้มเพิ่มต่อเนื่องและจะสูงสุดราวเดือน พ.ค. 2558 เราคาดราคาน้ำมันจะเริ่มมีเสถียรภาพขึ้นหลังช่วงเวลาดังกล่าว ดังนั้นการเก็งกำไรในกลุ่มพลังงานและปิโตรเคมียังควรระมัดระวัง ในขณะที่เราคิดว่าหุ้นพลังงานบางตัวอยู่ในระดับมูลค่าที่น่าสนใจและสามารถสะสมได้ อาทิ BCP, TOP BANPU
ปัจจัยสำคัญที่ควรจับตา: 1) การเปิดเผยตัวเลขประมาณการ GDP สหรัฐ ไตรมาส 4/2557 ครั้งสุดท้าย 27 มี.ค. 2) การ Switching โดยขายล็อกหุ้นที่มีกำไรมากและซื้อหุ้นที่ยัง Underperform ของกองทุน ซึ่งอาจทำให้เกิดปรากฏการณ์ Window Dressing ในช่วงปลายเดือน มี.ค. 3) ตัวเลขเศรษฐกิจไทย 31 มี.ค. และ 4) ตัวเลขดัชนีผู้จัดการฝ่ายจัดซื้อ (PMI) จีน 1 เม.ย. 2558
กลยุทธ์การลงทุน : ตลาดหุ้นอ่อนแอกว่าคาด การปรับลดลงต่ำกว่า 1,500 จุด แม้อาจมีการฟื้นตัวช่วงสั้น แต่ทำให้ความเสี่ยงในการปรับลดลงสู่ 1,440 จุด เพิ่มขึ้นอย่างมีนัยสำคัญ ดังนั้นเราแนะนำนักลงทุนถือเงินสด 30% ของพอร์ตเพื่อรับมือความเสี่ยงดังกล่าว การเก็งกำไรยังเป็นเพียงการซื้อขายระยะสั้น (Trading) โดยมีการกำหนดจุดตัดขาดทุน (Stop Loss) เสมอ
หุ้นเด่น : BCP, TOP, BANPU, SGP, MALEE, SC, RATCH, EGCO และ KTB
หุ้นเก็งกำไรทางเทคนิค : NMG, EMC และ MEGA (นักลงทุนควรตั้ง Stop Loss 3-5% จากราคาซื้อ)







