posttoday
เฟดคงดอกเบี้ยกลาง ความเปราะบางเศรษฐกิจ

เฟดคงดอกเบี้ยกลาง ความเปราะบางเศรษฐกิจ

22 มิถุนายน 2553

....ศูนย์วิจัยกสิกรไทย

ในวันที่ 2223 มิ.ย. 2553 คณะกรรมการกำหนดนโยบายการเงิน (Federal Open Market Committee : FOMC) ของธนาคารกลางสหรัฐ หรือเฟด จะมีการประชุมรอบที่ 4 ของปีเพื่อกำหนดทิศทางนโยบายการเงิน หรืออัตราดอกเบี้ย Fed Funds ซึ่งกำหนดอยู่ที่ 0.000.25% มาตั้งแต่กลางเดือน ธ.ค. 2551 จนถึงปัจจุบัน

เฟดคงจะมีมติให้ยืนอัตราดอกเบี้ยไว้ที่กรอบเดิม ท่ามกลางการฟื้นตัวของเศรษฐกิจสหรัฐที่ยังคงมีความเปราะบาง

แม้เครื่องชี้ที่สำคัญในระยะหลังจะบ่งชี้ว่าเศรษฐกิจสหรัฐกำลังอยู่ในเส้นทางของการฟื้นตัวดีขึ้นตามลำดับอย่างค่อยเป็นค่อยไป ไม่ว่าจะเป็นการผลิตภาคอุตสาหกรรม การใช้จ่ายผู้บริโภค การจ้างงาน และตลาดอสังหาริมทรัพย์ แต่การฟื้นตัวของเครื่องชี้ต่างๆ ดังกล่าว ส่วนหนึ่งเป็นผลจากการดำเนินนโยบายทั้งการเงินและการคลังที่ผ่อนคลายอย่างต่อเนื่องของทางการสหรัฐในระยะที่ผ่านมา ซึ่งมาตรการผ่อนคลายเหล่านั้น อาทิ มาตรการลดหย่อนภาษีเพื่อผู้ซื้อบ้าน (Tax Credit) ก็ได้สิ้นสุดอายุลงแล้วในเดือน เม.ย. 2553 ตามหลังมาตรการเสริมสภาพคล่องในตลาดเงินที่ได้ทยอยยุติลงไปแล้วก่อนหน้านั้น ในขณะที่การฟื้นตัวอย่างต่อเนื่องของภาคส่วนเศรษฐกิจที่สำคัญของสหรัฐ โดยเฉพาะตลาดแรงงาน กำลังซื้อของผู้บริโภคและภาคอสังหาริมทรัพย์ ก็ยังคงต้องอาศัยเวลาอีกพอสมควรกว่าจะกลับคืนสู่ระดับก่อนวิกฤต

ดังนั้น ศูนย์วิจัยกสิกรไทยมองว่าการรักษาโมเมนตัมการฟื้นตัวของเศรษฐกิจสหรัฐให้มีความมั่นคงและมีเสถียรภาพในช่วงเวลาต่อจากนี้ การยืนอัตราดอกเบี้ยนโยบายไว้ที่ระดับผ่อนคลายต่อไปอีกระยะหนึ่งของเฟดจึงน่าที่จะยังคงเป็นสิ่งที่จำเป็นอยู่ โดยเฉพาะท่ามกลางสภาวะแวดล้อมทางเศรษฐกิจโลกที่ยังมีความเปราะบางจากประเด็นวิกฤตหนี้ภาครัฐในยูโรโซนและแนวโน้มการขยายตัวในอัตราที่ชะลอลงของเศรษฐกิจเอเชียที่นำโดยจีน

นอกจากนี้ ในด้านความเสี่ยงเงินเฟ้อนั้นแรงกดดันเงินเฟ้อที่ยังไม่เร่งตัวขึ้น เห็นได้จากอัตราเงินเฟ้อของสหรัฐที่ยังมีระดับต่ำ และถูกคาดหมายว่าจะยังคงมีระดับต่ำอย่างต่อเนื่องในระยะที่เหลือของปีนี้ รวมถึงกำลังการผลิตส่วนเกินที่ยังคงมีเหลืออยู่ในภาคอุตสาหกรรมสหรัฐ ก็คงจะทำให้เฟดยังพอมีพื้นที่สำหรับการตัดสินใจให้คงอัตราดอกเบี้ยนโยบายไว้ที่ระดับต่ำได้ต่อไปอีกระยะ โดยล่าสุดนักวิเคราะห์ส่วนใหญ่ได้คาดการณ์ว่า จังหวะการปรับขึ้นอัตราดอกเบี้ยของเฟดมีแนวโน้มจะถูกเลื่อนออกไปเกิดขึ้นในปี 2554 จากเดิมที่คาดว่าอาจจะเกิดขึ้นในช่วงปลายปีนี้

ตลาดแรงงานสหรัฐยังอ่อนแอ และยังเป็นปัจจัยถ่วงการฟื้นตัวของการใช้จ่ายผู้บริโภคในสหรัฐในระยะถัดไป

(อัตราการว่างงานอยู่ที่ร้อยละ 9.7 ในเดือน พ.ค. ขณะที่การจ้างงาน แม้จะเริ่มเพิ่มขึ้น แต่ส่วนหนึ่งเป็นผลบวกระยะสั้นจากการจ้างงานเพื่อสำรวจสำมะโนประชากรของภาครัฐ โดยที่การจ้างงานของภาคเอกชนยังมีจำกัด)

แรงกดดันเงินเฟ้อในสหรัฐยังมีระดับต่ำ และเอื้อต่อการดำเนินนโยบายผ่อนคลายต่อเนื่อง

(อัตราเงินเฟ้อพื้นฐานที่วัดจากดัชนีราคาการใช้จ่ายผู้บริโภคส่วนบุคคล ซึ่งเป็นตัวแปรที่เฟดมักใช้ประกอบการพิจารณานโยบายการเงิน อยู่ที่ร้อยละ 1.2 (YoY) ในเดือน เม.ย. ขณะที่อัตราการใช้กำลังการผลิตอยู่ที่ร้อยละ 74.7 ในเดือน พ.ค. ต่ำกว่าค่าเฉลี่ยที่ประมาณร้อยละ 80 ในช่วงก่อนวิกฤต)

ถ้อยคำในแถลงการณ์หลังการประชุมน่าจะยังสะท้อนถึงท่าทีที่ระมัดระวังต่อการดำเนินนโยบายของเฟด

ศูนย์วิจัยกสิกรไทย ประเมินว่า แถลงการณ์หลังการประชุม (PostMeeting Statement) ของเฟด อาจยังคงบ่งชี้ถึงการตัดสินใจคงอัตราดอกเบี้ยนโยบายด้วยมติที่ไม่เป็นเอกฉันท์ เช่นที่เกิดขึ้นในการประชุมสองรอบก่อนหน้า ในขณะเดียวกันเฟดก็น่าที่จะยังไม่ถอดถอนถ้อยคำที่ระบุว่าสภาวะแวดล้อมทางเศรษฐกิจยังเอื้อให้อัตราดอกเบี้ยยืนที่ระดับต่ำต่อไปอีกระยะหนึ่ง ถึงแม้ว่าอาจจะมีการหารือถึงประเด็นการสื่อสาร หรือการส่งสัญญาณกับตลาดการเงินในลักษณะที่สร้างความยืดหยุ่นมากขึ้นให้กับแนวทางการดำเนินนโยบายของเฟดในระยะข้างหน้าก็ตาม โดยเฟดน่าจะยังคงมีมุมมองในเชิงบวกที่ระมัดระวังต่อการขยายตัวในระดับปานกลางของเศรษฐกิจสหรัฐ (Moderate Growth) ขณะที่การปรับเปลี่ยน/ถอดถอนถ้อยคำดังกล่าว น่าจะเกิดขึ้นในจังหวะเวลาที่เหมาะสมกว่านี้ หรือเมื่อเฟดมีความมั่นใจมากพอต่อการฟื้นตัวของเศรษฐกิจสหรัฐ

ประเด็นการลดขนาดงบดุล..อาจถูกหยิบยกขึ้นมาหารือ แต่การดำเนินการคงไม่เกิดขึ้นเร็ว

จากการดำเนินมาตรการเสริมสภาพคล่องเพื่อกอบกู้เสถียรภาพในระบบการเงิน ซึ่งได้ส่งผลให้งบดุลหรือสินทรัพย์ของเฟดมีขนาดเพิ่มขึ้นมาก (ล่าสุด ณ 16 มิ.ย. 53 ขนาดสินทรัพย์รวมในงบดุลของเฟดอยู่ที่ประมาณ 2.3 ล้านล้านดอลลาร์ฯ) นั้น เป็นที่กังวลกันว่า การปรับลดขนาดงบดุลของเฟด หากเกิดขึ้น อาจส่งผลกระทบต่อสมดุลของตลาดการเงินโลกอย่างหลีกเลี่ยงไม่ได้ ดังนั้น นักลงทุนจึงเฝ้าติดตามข้อสรุปเกี่ยวกับประเด็นนี้อย่างใกล้ชิด โดยคาดว่าเฟดอาจมีการหารือและเตรียมการสำหรับการดำเนินการลดขนาดงบดุลเมื่อถึงจังหวะที่เอื้ออำนวย หลังจากที่ในระยะที่ผ่านมาเฟดได้เริ่มทยอยทดสอบการดูดซับสภาพคล่องผ่านการรับฝากเงินจากสถาบันการเงิน (Term Deposit Facility) และหน้าต่างตลาดซื้อคืนพันธบัตร (Reserve Repo) ในขอบเขตที่ไม่ได้ส่งผลกระทบต่อตลาดบ้างแล้ว ทั้งนี้ ศูนย์วิจัยกสิกรไทย มองว่า การดำเนินการปรับลดขนาดงบดุลของเฟด น่าที่จะยังไม่เกิดขึ้นในระยะอันใกล้นี้ ยิ่งในสภาวะที่ตลาดการเงินโลกยังมีความสุ่มเสี่ยงจากประเด็นวิกฤตหนี้ในยูโรโซนที่อาจลุกลามเข้าสู่ภาคการธนาคาร โดยเชื่อว่า การดำเนินการดังกล่าวจะเกิดขึ้นก็ต่อเมื่อเฟดมั่นใจว่าตลาดการเงินและสถาบันการเงินในภาพรวมมีความพร้อมที่จะรับมือกับความผันผวนที่อาจจะเกิดขึ้นได้

ผลต่อไทย คงมีจำกัด เพราะเป็นสิ่งที่คาดหมายไว้แล้ว

สำหรับผลกระทบต่อไทยนั้น ศูนย์วิจัยกสิกรไทย มองว่ามติคงอัตราดอกเบี้ยนโยบายของเฟด เป็นสิ่งที่ตลาดคาดหมายไว้ล่วงหน้าแล้ว ดังนั้นจึงไม่น่าจะมีผลต่อการดำเนินนโยบายการเงินและการคลังของทางการไทย ตลอดจนความเคลื่อนไหวของตลาดเงินและตลาดทุนทั้งในและต่างประเทศ โดยสิ่งที่ต้องติดตามคงจะอยู่ที่แถลงการณ์หลังการประชุม ซึ่งจะสะท้อนถึงมุมมองของเฟดต่อเศรษฐกิจสหรัฐ และท่าทีที่อาจมีผลต่อการดำเนินนโยบายในระยะข้างหน้า ในขณะที่หลังจากธนาคารแห่งประเทศไทย (ธปท.) ออกมาส่งสัญญาณอย่างต่อเนื่องว่าอาจจะพิจารณาปรับอัตราดอกเบี้ยนโยบายจากระดับผ่อนคลายอย่างมากสู่ระดับที่เป็นปกติมากขึ้น (Normalized) ถ้าความเสี่ยงทางเศรษฐกิจจากประเด็นการเมืองและวิกฤตหนี้ยุโรปอยู่ในขอบเขตที่จำกัด

ศูนย์วิจัยกสิกรไทย จึงมองว่า การพิจารณาปรับขึ้นอัตราดอกเบี้ยของ ธปท. คงจะอยู่ที่การประเมินความเสี่ยงทั้งสองด้านหลักของเศรษฐกิจไทยเป็นหลัก โดยมีโอกาสที่การดำเนินการดังกล่าวจะเกิดขึ้นในไตรมาส 3/2553 หากเศรษฐกิจยังสามารถรักษาโมเมนตัมการฟื้นตัวไว้ได้อย่างต่อเนื่อง และเป็นจังหวะการดำเนินการก่อนที่อัตราเงินเฟ้อพื้นฐานของไทยจะขยับเร่งขึ้นในช่วงไตรมาสสุดท้ายของปี (PreEmptive)

โดยสรุป ศูนย์วิจัยกสิกรไทย ประเมินว่า คณะกรรมการกำหนดนโยบายการเงินของธนาคารกลางสหรัฐฯ (เฟด) คงจะมีมติให้ตรึงอัตราดอกเบี้ย Fed Funds ไว้ที่ร้อยละ 0.000.25 ตามเดิมในการประชุมรอบที่ 4 ของปีในวันที่ 2223 มิถุนายน 2553 เพื่อประคับประคองโมเมนตัมการฟื้นตัวของเศรษฐกิจสหรัฐฯให้เกิดขึ้นอย่างมั่นคงและมีเสถียรภาพ ขณะที่แรงกดดันเงินเฟ้อที่อยู่ในระดับต่ำ ก็เอื้ออำนวยให้เฟดยังพอมีพื้นที่สำหรับการดำเนินนโยบายที่ผ่อนคลายดังกล่าวต่อไปได้อีกระยะหนึ่ง ทั้งนี้ สิ่งที่ต้องติดตาม คงจะได้แก่ แถลงการณ์หลังการประชุม ซึ่งจะบ่งชี้ถึงมุมมองและท่าทีของเฟดที่มีต่อเศรษฐกิจสหรัฐฯและการดำเนินนโยบายในระยะถัดไป ซึ่งรวมถึงประเด็นการลดขนาดงบดุลของเฟดด้วย

อย่างไรก็ดี เนื่องจากมติคงอัตราดอกเบี้ยของเฟดเป็นสิ่งที่ตลาดคาดหมายไว้ล่วงหน้าแล้ว ดังนั้น จึงไม่น่าจะมีผลต่อการดำเนินนโยบายของทางการไทย ตลอดจนความเคลื่อนไหวของตลาดเงินตลาดทุนทั้งในและต่างประเทศมากนักโดยศูนย์วิจัยกสิกรไทยมองว่า การพิจารณาปรับขึ้นอัตราดอกเบี้ยนโยบายจากระดับผ่อนคลายอย่างมากสู่ระดับที่เป็นปกติมากขึ้นของ ธปท. คงจะอยู่ที่การประเมินความเสี่ยงทั้งสองด้านหลักของเศรษฐกิจไทยเป็นหลัก โดยมีโอกาสที่การดำเนินการดังกล่าวจะเกิดขึ้นในไตรมาส 3/2553 หากเศรษฐกิจไทยยังสามารถรักษาโมเมนตัมการฟื้นตัวไว้ได้อย่างต่อเนื่อง (โดยขอบเขตของผลกระทบจากการเมืองและวิกฤตหนี้ยุโรปที่มีต่อเศรษฐกิจอยู่ในระดับที่บริหารจัดการได้) ซึ่งก็จะเป็นจังหวะการดำเนินการก่อนที่อัตราเงินเฟ้อพื้นฐานของไทยจะมีแนวโน้มขยับเร่งขึ้นในช่วงไตรมาสสุดท้ายของปี

ข่าวล่าสุด

“นิกร” ผนึก UNEP–กฟผ. ดันบ้านเขียวนครสวรรค์ ลดภาระค่าไฟประชาชน

“นิกร” ผนึก UNEP–กฟผ. ดันบ้านเขียวนครสวรรค์ ลดภาระค่าไฟประชาชน