posttoday
ช่วยเอสเอ็มอี ยิ่งช้ายิ่งแย่

ช่วยเอสเอ็มอี ยิ่งช้ายิ่งแย่

26 มีนาคม 2558

โดย...กนกวรรณ บุญประเสริฐ

โดย...กนกวรรณ บุญประเสริฐ

สถานการณ์ของผู้ประกอบการขนาดกลางและขนาดย่อม หรือเอสเอ็มอีไทย กำลังเข้าสู่ภาวะวิกฤตท่ามกลางเศรษฐกิจที่ยังไม่ฟื้นตัว แถมมาตรการเยียวยาช่วยเหลือจากภาครัฐที่ดูเหมือนจะเป็นรูปธรรม แต่ก็ยังไม่มีอะไรเป็นชิ้นเป็นอัน

รายงานภาวะการเงินและเสถียรภาพเศรษฐกิจการเงินของธนาคารแห่งประเทศไทย (ธปท.) เดือน มี.ค.ที่ผ่านมา ได้ตั้งข้อสังเกตว่า การดำเนินธุรกิจของเอสเอ็มอีมีความเปราะบางมากกว่าธุรกิจขนาดใหญ่ โดยเฉพาะฐานะทางการเงิน สภาพคล่องที่มีอยู่จำกัดภายใต้ภาวะเศรษฐกิจที่ชะลอตัว ประกอบกับสถาบันการเงินเข้มงวดมาตรฐานการปล่อยสินเชื่อแก่ธุรกิจเอสเอ็มอีมากขึ้น ธปท.จึงต้องติดตามความสามารถในการชำระหนี้ของธุรกิจกลุ่มนี้ในระยะต่อไป

ด้วยเหตุนี้ คณะรัฐมนตรี (ครม.) เมื่อวันที่ 17 มี.ค.ที่ผ่านมา จึงมีมติออกมาตรการช่วยเหลือเอสเอ็มอีขนาดเล็ก รวม 10 โครงการ เพื่อให้เอสเอ็มอีรายเล็กเข้าถึงแหล่งเงินทุนได้ง่ายขึ้น ในยามที่ธนาคารพาณิชย์ชะลอการให้สินเชื่อแก่เอสเอ็มอีเพื่อลดความเสี่ยง นอกจากนี้ ยังมีมาตรการสนับสนุนให้เอสเอ็มอีปรับปรุงกิจการและเพิ่มขีดความสามารถในการแข่งขัน เพื่อขยายธุรกิจเข้าสู่ตลาดประชาคมเศรษฐกิจอาเซียนหรือเออีซีอย่างเข้มแข็งได้

ทั้งนี้ มาตรการที่สำคัญได้แก่ มาตรการให้ธนาคารพัฒนาวิสาหกิจขนาดกลางและขนาดย่อมแห่งประเทศไทย หรือเอสเอ็มอีแบงก์ ปล่อยกู้ดอกเบี้ยต่ำ วงเงิน 1.5 หมื่นล้านบาท โดยให้กระทรวงการคลังสนับสนุนอัตราดอกเบี้ยที่จะคิดจากเอสเอ็มอีในระดับให้เหมาะสมต่อไป ซึ่งมีการเสนอให้คลังรับภาระ 3% และให้เอสเอ็มอีจ่ายเพียง 4% นอกจากนี้ ยังมีการจัดตั้งกองทุนเปลี่ยนเครื่องจักรเพื่อรองรับการแข่งขันในอนาคต และการขาดแคลนแรงงาน การให้สถาบันการเงินเฉพาะกิจของรัฐผ่อนปรนการวิเคราะห์สินเชื่อในส่วนเอสเอ็มอีขนาดเล็กที่ติดบัญชีดำกับบริษัทข้อมูลเครดิต หรือเครดิตบูโร

นอกจากนี้ จะมีการเพิ่มวงเงินที่รัฐบาลชำระค่าธรรมเนียมค้ำประกันสินเชื่อแทนเอสเอ็มอีขนาดเล็กในปีแรก ในโครงการพีจีเอส ระยะที่ 5 ของบรรษัทประกันสินเชื่ออุตสาหกรรมขนาดย่อม (บสย.) วงเงินค้ำประกันอีก 5 หมื่นล้านบาท และการให้เอสเอ็มอีแบงก์เพิ่มวงเงินสินเชื่อต่อรายจาก 15 ล้านบาท เป็น 50 ล้านบาท และขอให้ ธปท. ชะลอการเข้ามากำกับดูแลจนกว่าภาวะเศรษฐกิจจะดีขึ้น

มาตรการเหล่านี้ดูแล้วน่าจะช่วยต่ออายุเอสเอ็มอีรายเล็กได้ แต่เป็นเรื่องที่น่าแปลกใจว่าขณะนี้มาตรการที่ผ่านการเห็นชอบจาก ครม.ไปแล้ว ยังไม่มีการเริ่มกดปุ่มสตาร์ทใดๆ ว่าจะเริ่มดำเนินการตามมติ ครม.ได้

แหล่งข่าวจากสภาอุตสาหกรรมแห่งประเทศไทย (ส.อ.ท.) ระบุว่า สมาชิกที่เป็นเอสเอ็มอีแจ้งว่า มาตรการช่วยเหลือด้านดอกเบี้ย 3% คิดเป็นเงินปีละ 450 ล้านบาท ยังไม่ได้รับการตอบรับจากกระทรวงการคลัง

ขณะที่มาตรการช่วยเหลือลูกหนี้ที่ติดแบล็กลิสต์ในเครดิตบูโรก็ถูกสกัดและอ้างปัญหาความเสี่ยง ทั้งที่มีการเสนอแนวทางการคัดกรองลูกหนี้ที่ตั้งใจทำมาหากินให้ได้รับความช่วยเหลือ เช่น หากลูกหนี้ติดเครดิตบูโรแต่ยังมีวินัยจ่ายหนี้คืนอย่างสม่ำเสมอเป็นเวลา 1 ปี ก็น่าจะให้โอกาสที่จะสู้และสามารถกู้เงินจากธนาคารรัฐได้ ซึ่งตอบโจทย์การแก้ปัญหาหนี้นอกระบบได้อีกด้วย

นอกจากนี้ มาตรการที่เอสเอ็มอีแบงก์ขอปลดล็อกเพื่อช่วยลูกหนี้ที่ขอกู้เกิน 15 ล้านบาท และอยู่ระหว่างกระบวนการอนุมัติสินเชื่อ 25 ราย ยอดขอสินเชื่อราว 1,151 ล้านบาท ที่ ครม.ไฟเขียวแล้ว แต่กลับมีการโยนเรื่องกลับไปให้คณะกรรมการนโยบายรัฐวิสาหกิจ (คนร.) หรือซูเปอร์บอร์ด เห็นชอบใหม่ เพราะก่อนหน้านี้ซูเปอร์บอร์ดมีมติให้เอสเอ็มอีแบงก์เน้นปล่อยกู้เอสเอ็มอีรายละไม่เกิน 15 ล้านบาท

“ความล่าช้าของกระบวนการกำลังจะทำให้คนดีที่ตั้งใจทำมาหากินและรอเงินมานานกว่า 6-7 เดือน กำลังจะล้มลงไปจริงๆ” แหล่งข่าวเปิดเผย

ปัญหาข้อขัดข้องที่ทำให้เอส
เอ็มอีที่รอความช่วยเหลือจากรัฐยังไม่สามารถขอความช่วยเหลือจากหน่วยงานของรัฐได้ กำลังจะกลายเป็นคำถามที่ผู้ประกอบการไล่ถามจากรัฐบาล โดยเฉพาะการไม่ทำตามมติ ครม. ถือว่าไม่ฟังนโยบายของ พล.อ.ประยุทธ์ จันทร์โอชา นายกรัฐมนตรี หรือไม่ เพราะนายกฯ ยืนยันว่าให้ความสำคัญกับธุรกิจเอสเอ็มอีที่สร้างเศรษฐกิจได้ถึง 40%  และสร้างงานให้กับคนไทยเกือบ 80% ของการจ้างงานทั้งระบบ &O5532;

ทั้งนี้ จากการหารือของสำนักงบประมาณ สำนักงานคณะกรรมการพัฒนาการเศรษฐกิจและสังคมแห่งชาติ (สศช.) และคณะกรรมการติดตามการตรวจการใช้จ่ายงบประมาณภาครัฐ เสนอให้มีการประชุมหน่วยงานที่เกี่ยวข้องอีกครั้งในวันที่ 20 เม.ย.นี้ เพื่อนำมาตรการดังกล่าวเข้าหารือและให้ซูเปอร์บอร์ดทบทวนเงื่อนไข หลักเกณฑ์การให้ความช่วยเหลือเอสเอ็มอีตามความเหมาะสมต่อไป

ข่าวล่าสุด

IMF 2026 เปิดมุมพักผ่อนคู่สมรสผู้นำโลก ดันธุรกิจไลฟ์สไตล์ไทย

IMF 2026 เปิดมุมพักผ่อนคู่สมรสผู้นำโลก ดันธุรกิจไลฟ์สไตล์ไทย