
ตะวันส่องอาเซียน
ก่อนอื่นต้องแสดงความเสียใจกับชาวสิงคโปร์และคนรักสิงคโปร์ทุกท่าน
โดย...ตะวัน หวังเจริญวงศ์ [email protected]
ก่อนอื่นต้องแสดงความเสียใจกับชาวสิงคโปร์และคนรักสิงคโปร์ทุกท่าน กับการจากไปของลีกวนยิว อดีตนายกรัฐมนตรีสิงคโปร์ เมื่อต้นสัปดาห์ที่ผ่านมา
ลีกวนยิว ถือเป็นผู้นำในความทรงจำของชาวสิงคโปร์ ตำนานด้านการ “สร้างคน” ในยุคของเขา ส่งผลให้สิงคโปร์กลายเป็นประเทศพัฒนาแล้วก่อนทุกประเทศในอาเซียน และเจริญรุ่งเรืองมาถึงทุกวันนี้
ในความเป็นจริง อาเซียนยุคปัจจุบันต้องการ “ผู้นำ” ที่มีวิสัยทัศน์ มีความสามารถในการพัฒนาประเทศและภูมิภาคให้เติบโตอย่างเป็นรูปธรรมอย่างอดีตผู้นำสิงคโปร์
นอกเหนือจากการสร้างคนแล้ว บทบาทด้านการต่างประเทศเป็นปัจจัยหนึ่งครับ ที่น่าจะช่วยให้ประเทศเติบโตไปได้ และดูเหมือนว่าผู้นำอินโดนีเซียคนปัจจุบัน โจโกวิโดโด หรือ โจโกวี กำลังเล่นบทบาทนำด้านนี้ ด้วยการเป็น “นายหน้า” เชื่อมสัมพันธ์ญี่ปุ่น-จีน-อาเซียน
ล่าสุด โจโกวี เดินสายเยือนผู้นำญี่ปุ่นถึงโตเกียว เพื่อกระชับความร่วมมือด้านความมั่นคง แถมแสดงท่าทีเป็นโซ่ข้อกลางแก้ปัญหาความขัดแย้งบนทะเลจีนใต้อย่างเต็มตัว
หนังสือพิมพ์โยมิอูริของญี่ปุ่น รายงานว่า โจโกวียืนยันว่าภูมิภาคเอเชียแปซิฟิกต้องการสันติภาพและเสถียรภาพทางการเมือง เพราะจะเป็นเครื่องมือช่วยให้เศรษฐกิจเติบโต จึงต้องการให้ญี่ปุ่น จีน และอาเซียน ยึดหลักจริยธรรมของทะเลจีนใต้
แม้จีนจะอ้างสิทธิ 90% ของพื้นที่ 3.5 ล้าน ตร.กม. แต่โจโกวียืนยันว่าส่วนที่จีนอ้างไม่เป็นไปตามกฎหมายสากล
ขณะที่อินโดนีเซียแสดงบทบาทนายหน้าผู้ซื่อสัตย์ของภูมิภาค ญี่ปุ่นก็ตอบรับด้วยการให้ความช่วยเหลือด้านการเงินเป็นสินเชื่อดอกเบี้ยต่ำ 1.4 แสนล้านเยน หรือราว 1,170 ล้านเหรียญสหรัฐ เพื่อให้อินโดนีเซียไปพัฒนาเครือข่ายระบบรางของตัวเอง
นอกจากนี้ ญี่ปุ่น-อินโดนีเซีย ยังร่วมมือกันจัดเวทีการประชุมการเดินเรือทางทะเล ตอบโจทย์โจโกวีที่ต้องการให้อินโดนีเซียเป็นศูนย์กลางการเดินเรือทางทะเล
คำถามคือ ระหว่างที่โจโกวีและอินโดนีเซียกำลังกลายเป็น “นายหน้า” ไทยกำลังทำอะไร
จริงๆ เรื่องการเป็นนายหน้าแก้ปัญหาทะเลจีนใต้ เป็นบทบาทที่ไทยก็ทำได้ครับ เพราะไทยเองมีสัมพันธ์อันดีกับทั้งญี่ปุ่น จีน และอาเซียนอยู่แล้ว ที่ผ่านมามีกองเชียร์เพียบ แต่ไทยก็ไม่ทำ หลายปีที่ผ่านมาผู้นำไทยที่ไปต่างประเทศก็ไปเหมือนแค่ให้ได้ไปเยือน ไม่ได้เกิดความร่วมมือหรือแสดงท่าทีอะไรที่เป็นรูปธรรม
เราจะมัวแต่แก้ปัญหาในประเทศ โดยไม่พัฒนาและสร้างความสัมพันธ์ใหม่ๆ ขึ้นมาเลยไม่ได้ครับ
เพราะถ้าช้า เราอาจกลายเป็น “นายหลัง” ของภูมิภาคแบบไม่รู้ตัว







