
Perfect Startup ด้วย ‘สี่คิด’
วันนี้เด็กรุ่นใหม่อยากมี “อิสระ” แต่เอาจริงๆ ไหม เด็กรุ่นใหม่ยังไม่เข้าใจจริงๆ เลยว่า คำว่า อิสระ ที่เขามองหาคืออะไร ปัญหาของคนรุ่นนี้คือ “ความกดดันจากสังคมและเพื่อนรอบข้าง”
วันนี้เด็กรุ่นใหม่อยากมี “อิสระ” แต่เอาจริงๆ ไหม เด็กรุ่นใหม่ยังไม่เข้าใจจริงๆ เลยว่า คำว่า อิสระ ที่เขามองหาคืออะไร ปัญหาของคนรุ่นนี้คือ “ความกดดันจากสังคมและเพื่อนรอบข้าง”
คุณลองไปถามเด็กรุ่นใหม่วันนี้ ผมเชื่อว่าไม่มีใครอยากทำงานประจำเพราะไม่มีอิสรภาพ แต่เชื่อไหมคนเหล่านี้พอไปเปิดธุรกิจส่วนตัว “งานไม่ประจำ” กลับซวยหนักกว่าเดิม เพราะธุรกิจส่วนตัวโดยเฉพาะธุรกิจขนาดกลางและขนาดเล็ก (เอสเอ็มอี) มันจำกัดอิสรภาพเจ้าของหนักกว่างานประจำเสียอีก
การเป็นเจ้าของธุรกิจมันมีเรื่อง “ความรับผิดชอบ” ซึ่งวางอยู่บนความอยู่รอดของธุรกิจ สมัยผมเปิดร้านอาหารโคตรกดดันเลย เอาง่ายๆ ผมต้องง้อลูกจ้างมากกว่าลูกจ้างง้อผม เพราะถ้าลูกจ้างไม่ทำงานผมซวยแน่ เพราะตอนทำร้านอาหารผมเปิดหลายสาขา นั่นแหละ นรกของจริง หาก “ระบบ” ไม่พร้อม
คนส่วนใหญ่คิดว่า “ระบบ” คือ ต้นทุน เช่น เราจะเปิดร้านอาหารที่ไม่ต้องมีเจ้าของคอยดู อาจต้องมีลูกจ้างอย่างน้อย 20 คน แล้วใช้ระบบแบ่งหน้าที่รับผิดชอบ มีเครื่องคอมพิวเตอร์คอยติดตาม และมีการออกแบบ “ตำแหน่งงาน” ให้คอยควบคุม ซึ่งร้านอาหารแบบเดียวกัน ถ้ามีเจ้าของทำอยู่ด้วยอาจลดพนักงานได้ 10 คน เหลือแค่เจ้าของกับคนงานอีก 10 คน
ถ้าให้คนส่วนใหญ่เลือกว่าจะเอาแบบไหน อย่างแรก คุณไม่ต้องทำแต่กำไรน้อย หรือแทบไม่มีกำไร กับสอง คุณต้องทำแต่กำไรเยอะ ...แน่นอน!! คนส่วนใหญ่ต้องเลือก “กำไรเยอะ” ครับ ...และนั่นก็คือกับดักให้คนส่วนใหญ่สร้างธุรกิจยังไงก็เป็นเอสเอ็มอี ไม่มีทางโตเป็นธุรกิจใหญ่
สิ่งที่แบ่งแยกระหว่างธุรกิจเล็กกับธุรกิจใหญ่ ไม่ใช่เรื่องความเก่งของเจ้าของ แต่มันต่างกันที่เป้าหมาย ...คนที่ทำธุรกิจได้เล็กเพราะเป้าหมายเขาระยะสั้น อยากได้เงินเยอะวันนี้ก็คือ ทำเองทั้งหมด (เหมือนนักเล่นหุ้น ส่วนใหญ่มองสั้น อยากรวยเร็ว แต่ที่ง่ายกว่าคือ รวยเยอะๆ แต่ใช้เวลานาน นั่นแหละเส้นผมบังภูเขาที่คนส่วนใหญ่ไม่เข้าใจ)
...ต่างกับธุรกิจที่มองระยะยาว สร้างระบบก่อน แล้วใช้เวลาปรับระบบให้ดี อันนี้ช่วงแรกที่ทำจะได้เงินน้อย แต่สุดท้ายจะกลายเป็นธุรกิจใหญ่ โดยที่เจ้าของไม่ต้องมาดูแล
เอ๊ะ!! ง่ายจัง อย่างนั้นผมเริ่มพรุ่งนี้เลยได้ไหม คิดใหญ่รวยกว่า ฮึม!! มันง่ายอย่างที่คุณคิดคงดีนะ แต่โลกแห่งความจริงไม่ได้ง่ายอย่างที่ร่ำเรียนมาในตำรา ...เอาล่ะ ผมจะอธิบายวิธีคิดแบบ “สี่คิด” ให้ฟังกันดู ...อันนี้เป็นหลักการสร้างธุรกิจยุคใหม่ ที่ใช้วิธีคิดแบบง่ายๆ แต่ได้ผล และที่เด็ดกว่านั้น มันได้ผลทุกยุคทุกสมัย เพราะคือความลับของธรรมชาตินั่นเอง
ถ้าคุณมองไปรอบๆ ตัว เราจะแบ่งคนในโลกเป็น 2 แบบ คือ หนึ่ง พวกคิดบวก มองอะไรบวกไปหมด กับสอง พวกคิดลบ มองอะไรเป็นแต่วิกฤต ...คำถามง่ายๆ คนแบบไหนจะสร้างธุรกิจได้ง่ายกว่ากัน
แน่นอน!! คนคิดบวกย่อมเห็นโอกาสในทุกสถานการณ์ แม้อยู่ในภาวะวิกฤต เศรษฐกิจแย่ เกิดสงคราม ...คนเหล่านี้ก็จะมองเห็นโอกาสในทุกวิกฤต
ใช่!! แค่นี้ก็แตกต่างแล้ว เกิดเป็นคิดแรกในสี่คิด คือ หนึ่ง “คิดบวก” คนคิดบวกจะมองเห็นโอกาสตลอดเวลา และนั่นคือคน 20% เท่านั้นในโลก ...คนส่วนใหญ่คือ 80% ไม่ว่าอะไรจะถูกสอนให้มองแต่เรื่องร้าย พวกนี้เหมาะกับเป็นลูกจ้าง เพราะลูกจ้างคือหน้าที่ที่ถูกสร้างขึ้นมาเพื่อรักษาบริษัทให้ทำงานโดยปราศจากวิกฤต
วิธีวัดง่ายๆ ว่า คิดแรกเราผ่านหรือยัง ก็คือลองสำรวจว่า เวลาเจอข่าวร้าย อ่านข่าวร้าย เรามีปฏิกิริยาต่อข่าวร้ายอย่างไร
คนคิดบวกจะรู้เลยว่า น้ำมันลงประเทศไทยจะดี เพราะเรานำเข้าน้ำมัน ทำให้ต้นทุนทางเศรษฐกิจถูกลง คนใช้น้ำมันก็จะมีเงินไปใช้ซื้ออย่างอื่น เกิดการไหลเวียนทางเศรษฐกิจมากขึ้น
ถ้าคนคิดบวกทำงานอยู่บริษัทน้ำมันเช่นอยู่บริษัท ปตท. (PTT) พอน้ำมันลง คนส่วนใหญ่ก็จะบอกว่า PTT ซวยละ แต่ไม่ใช่เลย ถ้าคิดบวกก็จะเห็นว่าเวลาน้ำมันลง ก็จะรู้ว่าคู่แข่งเก่งแค่ไหน ต้นทุนเขาเท่าไหร่ เพราะเวลาน้ำมันลง บริษัทน้ำมันที่เพิ่งสร้างใหม่ ที่มักจะมีต้นทุนสูงกว่า มักจะอยู่ไม่ได้ ...ซึ่งนี่อาจเป็นจังหวะที่ดีให้ PTT ขยายธุรกิจ โดยการซื้อคู่แข่งที่อ่อนแอ เป็นการกำจัดคู่แข่ง และขยายตลาดอย่างรวดเร็ว ...สุดยอดแห่งโอกาส
“สงครามสร้างวีรบุรุษ” เพราะจริงๆ แล้วในทุกวิกฤตมีแต่คนที่คิดลบ กลัวลนลาน ไม่ว่าเขาจะมีการศึกษาสูงเพียงใด หากมีวิกฤตแล้วเป็นกระต่ายตื่นตูม มันชี้ให้เห็นว่าคนนั้นไม่ได้มีปัญญาเลย ...ดังนั้นการฝึกการคิดบวก ไม่ได้ขึ้นว่าคุณจะต้องเรียนสูง แต่ขึ้นกับการฝึกคิดให้เห็นโอกาส ...เริ่มเลยครับ เรียนจบไม่จบก็คิดบวกได้
คนที่ “คิดบวก” แม้ว่าชีวิตจะเจอวิกฤตก็มีปัญญา ซึ่งไม่ได้วัดจากการท่องจำตำรา แต่เกิดจากการฝึกฝนผ่านประสบการณ์ เอาล่ะ ...การ “คิดบวก” ผ่านระดับที่หนึ่งของ “สี่คิด” ทำให้คุณเป็นคน 20% เป็นคนมีปัญญา ...ครั้งหน้าเรามาเดินทางสู่คิดที่สองกัน







