
หว่านงบซ่อม-สร้างถนน กระจาย 5.5 หมื่นล้านกระตุ้นศก.
ในสถานการณ์ที่ภาพรวมของเศรษฐกิจไทยยังไม่ดีนัก จากการส่งออกที่มีแนวโน้มหดตัว 2 เดือนติดต่อกันการลงทุนภาครัฐเพื่อกระตุ้นเศรษฐกิจจึงมีความจำเป็นอย่างยิ่ง ล่าสุดเมื่อสัปดาห์ที่แล้วคณะรัฐมนตรี (ครม.) มีมติอนุมัติการกู้เงินเพื่อลงทุนถนนกว่า 4 หมื่นล้านบาท ในจำนวนนี้เป็นงบที่อยู่ในความรับผิดชอบของกรมทางหลวงชนบท 1.5 หมื่นล้านบาท
ในสถานการณ์ที่ภาพรวมของเศรษฐกิจไทยยังไม่ดีนัก จากการส่งออกที่มีแนวโน้มหดตัว 2 เดือนติดต่อกันการลงทุนภาครัฐเพื่อกระตุ้นเศรษฐกิจจึงมีความจำเป็นอย่างยิ่ง ล่าสุดเมื่อสัปดาห์ที่แล้วคณะรัฐมนตรี (ครม.) มีมติอนุมัติการกู้เงินเพื่อลงทุนถนนกว่า 4 หมื่นล้านบาท ในจำนวนนี้เป็นงบที่อยู่ในความรับผิดชอบของกรมทางหลวงชนบท 1.5 หมื่นล้านบาท
ดรุณ แสงฉาย อธิบดีกรมทางหลวงชนบท ให้สัมภาษณ์พิเศษ “โพสต์ทูเดย์” ว่า หากรวมงบประมาณที่กรมได้รับจัดสรรครั้งล่าสุด 1.5 หมื่นล้านบาท กับงบประมาณปี 2558 ที่กรมได้รับจัดสรร 4 หมื่นล้านบาท เท่ากับว่าในปีนี้กรมมีงบอยู่ในมือกว่า 5.5 หมื่นล้านบาท ที่จะต้องเร่งรัดผลักดันเข้าสู่ระบบเศรษฐกิจในปีนี้ โดยเฉพาะงบกระตุ้นเศรษฐกิจระยะเร่งด่วน 1.5 หมื่นล้านบาท ที่จะถูกลงทุนใน 2,147 โครงการทั่วประเทศ
“เรามีแผนจะจัดซื้อจัดจ้างโครงการภายใต้งบพิเศษเพื่อกระตุ้นเศรษฐกิจให้เสร็จในเดือน เม.ย.นี้ ซึ่งโครงการลงทุนจะกระจายไปทั่วทุกภาคของประเทศ ตั้งแต่งานทำถนนลูกรังเป็นถนนลาดยาง งานซ่อมบำรุงรักษาถนน ลงทุนระบบความปลอดภัย เช่น ไม้กั้นรถไฟ สร้างสะพานข้ามจุดตัดทางรถไฟ เพิ่มไฟฟ้าแสงสว่างในเขตชุมชน งานทำไหล่ทาง และทางจักรยาน เป็นต้น ซึ่งโครงการเหล่านี้เป็นโครงการที่ทำได้เร็ว และส่งเม็ดเงินเข้าสู่ระบบเศรษฐกิจได้ในปีนี้”
เช่นเดียวกัน งบประมาณปี 2558 ที่กรมได้รับจัดสรรกว่า 4 หมื่นล้านบาท ขณะนี้การเบิกจ่ายงบเป็นที่น่าพอใจและสูงกว่าเป้าหมาย โดยตัวเลข ณ วันที่ 10 มี.ค.ที่ผ่านมา มีการเบิกจ่ายเงินไปแล้ว 31.74% คิดเป็นงบกว่า 1.27 หมื่นล้านบาท และภายในสิ้นเดือนนี้น่าจะเบิกจ่ายงบได้มากกว่า 33% สูงกว่าแผนที่กำหนดไว้ โดยเฉพาะภายในเดือน มี.ค.นี้ กรมจะเร่งเซ็นสัญญาโครงการลงทุนขนาดเล็กกับผู้รับเหมาให้เสร็จสิ้น ส่วนโครงการที่มีขนาดใหญ่อาจต้องใช้เวลาบ้าง ซึ่งกรมตั้งเป้าว่าเมื่อสิ้นปีงบ 2558 หรือ 30 ก.ย. 2558 จะมีการเบิกจ่ายงบปกติได้ไม่ต่ำกว่า 87.34%
ดรุณ ยังระบุว่า ภายใต้งบปกติและงบพิเศษที่กรมได้รับจัดสรรในปีนี้ จะทำให้กรมสามารถเปลี่ยนถนนลูกรังให้เป็นถนนลาดยางได้กว่า 1,000 กิโลเมตร จากทางลูกรังที่อยู่ในเขตความรับผิดชอบของกรม 5,000 กิโลเมตร ซึ่งนอกจากจะเป็นการกระตุ้นเศรษฐกิจในระยะสั้นแล้ว ยังเป็นการช่วยสนับสนุนการค้า และอำนวยความสะดวกการขนส่งสินค้าเกษตรจากพื้นที่ต่างๆ ออกสู่ตลาดภายนอก
“กรมตั้งเป้าว่าภายในปี 2561 ถนนที่อยู่ในความรับผิดชอบของกรมจะเป็นถนนลาดยางทั้งหมด แต่คงไม่สามารถทำให้ถนนลูกรังหมดไปจากประเทศได้ เพราะมีถนนลูกรังอีกประมาณ 1 แสนกิโลเมตร ที่อยู่ในความรับผิดชอบขององค์กรปกครองส่วนท้องถิ่นที่ต้องทยอยลงทุนต่อไป”
อย่างไรก็ตาม จากภารกิจที่กรมได้รับ คือ การจัดซื้อจัดจ้างเพื่อซ่อมสร้างถนนทั่วประเทศ ดรุณ ยอมรับว่า หลายคนอาจตั้งคำถามถึงการใช้งบของกรมว่าอาจมีความไม่โปร่งใส ซึ่ง ดรุณ ตอบว่า คงไม่สามารถไปแก้ภาพลักษณ์หรือสิ่งที่คนทั่วไปมองจากภายนอกได้
ดรุณ กล่าวว่า สิ่งที่กรมดำเนินการเพื่อป้องกันการรั่วไหลของงบประมาณ คือ นอกเหนือจากการดำเนินการตามขั้นตอนการประกวดราคาของรัฐ กรมยังเพิ่มในส่วนของการมีส่วนร่วมกับประชาชนทุก
ขั้นตอน ตั้งแต่การคัดเลือกโครงการ นำข้อมูลในพื้นที่มาวิเคราะห์ ออกแบบและทำร่าง ซึ่งจะมีอาสาสมัครกรมทางหลวงชนบทกว่า 8,000 คนเข้ามามีส่วนร่วม และทุกขั้นตอนจะมีชาวบ้านในพื้นที่เข้ามาร่วมประชุมทุกครั้ง
“ขณะนี้เราขอให้มหาวิทยาลัยมาช่วยดูรายละเอียดตั้งแต่เรื่องความคุ้มค่าของโครงการ ซึ่งมหาวิทยาลัยต่างๆ จะเป็นเหมือนภาคประชาชนที่เป็นวิชาการมาดู อาทิ จุฬาลงกรณ์มหาวิทยาลัย มหาวิทยาลัยเชียงใหม่ มหาวิทยาลัยสงขลานครินทร์ มหาวิทยาลัยขอนแก่น เป็นต้น ซึ่งตัวแทนนักวิชาการเหล่านี้มีเกียรติและศักดิ์ศรีเพียงพอ ซึ่งกรมคงไม่สามารถไปครอบงำเขาได้แน่นอน”
สำหรับการดำเนินการตามนโยบายของรัฐบาลที่ให้นำยางพารามาทำถนนลาดยางนั้น ดรุณ ระบุว่า ภายใต้งบปี 2558 และงบพิเศษ กรมจัดสรรเงินเพื่อทำโครงการถนนยางพารา โดยนำยางพารามาผสมในยางมะตอยที่นำไปฉาบผิวถนนลาดยาง คิดเป็นระยะทาง 1,100 กิโลเมตร แต่สามารถนำยางพารามาผสมได้เพียง 2,300 ตันเท่านั้น หรือ 5% ของวัสดุลาดยาง เพราะหากผสมมากกว่านั้นจะทำให้ผิวถนนมีความหนืดเกินไป และไม่เหมาะสมกับถนนที่มีฝนตกชุก
“หากราคายางยังคงอยู่ที่ระดับ 40-60 บาท/กิโลกรัม การนำยางพารามาทำถนนยังคุ้มอยู่ แต่ถ้าสูงกว่านี้ ผมว่าไม่คุ้ม เพราะการใช้ยางพารามาผสมฉาบผิวทำให้ต้นทุนเพิ่ม 35% แต่หากใช้ผสมในการทำถนนต้นทุนเพิ่ม 20% แต่ก็ช่วยยืดอายุการใช้งานของถนนได้ยาวขึ้นอีก 2 ปี หรือเพิ่มจาก 7 ปี เป็น 9 ปี และตามข้อเท็จจริง คือ การทำถนนยางพาราไม่ได้ช่วยดูดซับยางได้มากอย่างที่คิด เพราะมีข้อจำกัดในการผสม การสร้างมูลค่าเพิ่มยางพาราโดยนำไปแปรรูปเป็นผลิตภัณฑ์ต่างๆ จะดูดซับยางได้มากกว่า เช่น ทำยางล้อ ถุงมือยาง และถุงยางอนามัย”
ดรุณ ระบุว่า ภายใต้แผนพัฒนาโครงสร้างพื้นฐานด้านคมนาคมขนส่งตั้งแต่ปี 2558-2565 กรมได้รับการจัดสรรงบทั้งสิ้น 2.16 แสนล้านบาท เป็นงาน 3 ส่วนใหญ่ คือ แผนงานก่อสร้างทางหลวงชนบทสนับสนุนการค้าการลงทุนกว่า 1.59 แสนล้านบาท แผนงานก่อสร้างทางหลวงชนบทสนับสนุนการเกษตร 4.74 หมื่นล้านบาท และแผนงานก่อสร้างทางหลวงชนบทสนับสนุนการท่องเที่ยว 1.17 หมื่นล้านบาท
โดยเฉพาะงานก่อสร้างทางหลวงชนบทสนับสนุนการค้าการลงทุนนั้น มีโครงการสำคัญๆ เช่น การสร้างถนนต่อเชื่อมถนนราชพฤกษ์-กาญจนาภิเษกแนวเหนือ-ใต้ 16.9 กิโลเมตร 1.2 หมื่นล้านบาท โครงการขยายถนนกัลปพฤกษ์ เป็นต้น ส่วนที่เหลือเป็นโครงการสร้างถนนสายรองเพื่อเชื่อมโยงกับเขตเศรษฐกิจพิเศษต่างๆ การสร้างถนนสายเชื่อมท่าเรือแหลมฉบัง และท่าเรือน้ำลึกปากบารา เป็นต้น
“ถนนของกรมจะต้องดี ไม่มีหลุมบ่อ และเป็นฟีดเดอร์เข้าสู่ถนนสายหลัก เราจึงเป็นพระเอกในโครงข่ายสายรอง” ดรุณ ทิ้งท้าย







