posttoday
พร้อมจะลงทุน...แต่เลือกยังไงดี

พร้อมจะลงทุน...แต่เลือกยังไงดี

23 มีนาคม 2558

โดย...บุญชัย เกียรติธนาวิทย์

โดย...บุญชัย เกียรติธนาวิทย์

ฉบับที่แล้วผมเพิ่งบอกไปว่า ถึงเวลาแล้ว... ที่เราจะเอาเงินบางส่วนออกมาจากการฝากธนาคารเสียที พอวันพุธ กนง.ก็ประกาศลดดอกเบี้ย เห็นไหมครับ ใครว่าอยู่กับดอกเบี้ยไม่เสี่ยง อยู่ดีๆ ดอกเบี้ยนโยบายก็ลดเหลือ 1.75%... บางทีมันถึงเวลาที่เราต้องออกจากที่ที่เราคิดว่าเป็น Safety Zone สักทีนะครับ เพราะเอาเข้าจริงกลายเป็นกับดักที่ทำให้เรารวยช้าลงไปมากแต่คำถามฮิตของผู้เริ่มต้น “ก็รู้แล้วว่าต้องออกจากเงินฝากบ้าง แล้วจะออกจากเงินฝากไปไหนดี?...”

ทางเลือกมีมากมายนะครับ แต่หลายคนพอตั้งเป้าว่าจะออกจากเงินฝากธนาคาร เตรียมกดเงินออกมาแล้ว ก็พบว่าเกิดอาการสับสน ไม่รู้จะไปทางไหนดี บางคนก็บอกว่ามาเล่นหุ้นสิได้กำไรเป็นกอบเป็นกำ บางคนก็บอกว่าให้เก็บทองอนาคตไม่มีขาดทุน อีกไม่น้อยก็นิยมลงทุนในอสังหาริมทรัพย์ เพราะเชื่อว่าผลตอบแทนค่อนข้างแน่นอน ...พอฟังมาก ก็ยิ่งมีตัวเลือกมากและสับสนมากตามไปด้วย จนท้ายที่สุดก็ไม่ได้เริ่มต้นลงทุนสักที

การลงทุนทั้งอสังหาริมทรัพย์ หุ้นกู้ พันธบัตร ทองคำ หุ้น ฯลฯ ขึ้นกับความถนัดและประสบการณ์ของผู้ลงทุนเป็นหลัก ถือเป็นเรื่องเฉพาะตัว บางคนก็เหมาะกับการลงทุนอสังหาริมทรัพย์ เพราะมีที่ดินอยู่ในทำเลที่ดีสามารถต่อยอดได้ บางคนก็เหมาะกับหุ้นเก็งกำไรจากการลงทุน ซึ่งแต่ละการลงทุนที่ผมว่ามานั้น ส่วนมากจะต้องใช้เงินเยอะ และต้องมีประสบการณ์ในเรื่องนั้นๆ มากทีเดียว

ท่านลองคิดดูนะครับ จะซื้อคอนโดสักห้องก็ต้องมีเงินดาวน์ ต้องวิเคราะห์ทำเลให้ดี ข้อสำคัญต้องใช้เงินเย็นพอสมควร จะซื้อทองก็ต้องซื้ออย่างน้อยหนึ่งสลึง และในช่วงนี้ก็ต้องดูจังหวะตลาดให้แม่นยำ ดังนั้นถ้าเรามีเงินเริ่มต้นไม่มาก จะซื้อคอนโดอาจทำได้ยาก อาจต้องกู้หรือเก็บเงินไปเรื่อยๆ จนมีเงินพอ เพราะฉะนั้นผมจึงคิดว่าการเข้าสู่ตลาดทุนเป็นวิธีที่ดีที่สุด แต่หากจะเข้าสู่ตลาดด้วยตัวเองก็จำเป็นต้องใช้ความรู้และประสบการณ์มาก

เพราะฉะนั้น เวลามีใครมาถามผมว่า กองทุนรวมนี่มันดียังไง ... ข้อหลักๆ เลยที่ผมจะตอบ คือ ไม่ต้องใช้เงินเยอะ เพราะเพียงหนึ่งพันบาท ท่านก็สามารถลงทุนได้เกือบทุกสินทรัพย์ ทั้งพันธบัตร หุ้นกู้ ทองคำ หรือแม้แต่อสังหาริมทรัพย? ...สำหรับผม กองทุนรวม ทำให้ช่องว่างระหว่างคนรวยและคนกำลังจะรวยแคบลงมาก เงินล้านบาทกับเงินพันบาท ถ้าลงทุนในกองทุนเดียวกัน ก็ได้ผลตอบแทนเท่ากันนะครับ

บางทีเราเคยคิดกันไหมครับว่า ดอกเบี้ยธนาคารสำหรับผู้ที่ฝากเงินมากกว่า 50 ล้าน ทำไมถึงได้มากกว่าผู้ที่ฝากเงินน้อยกว่านั้น ... หลักการของกองทุนรวมก็เลยคิดกันว่า ถ้าเรารวมเงินกันจนมีเงิน 50 ล้าน เราก็จะได้ผลตอบแทนซึ่งในที่นี้ คือ ดอกเบี้ยมากกว่าปกติ

นอกจากนั้น สิ่งที่เป็นข้อโดดเด่นของกองทุนรวม คือ เรามีคนที่มีประสบการณ์และมีหน้าที่ที่จะต้องดูแลพอร์ตการลงทุนของกองทุน เพราะเรื่องของการลงทุนต้องใช้เวลามากครับ ทั้งเวลาในแง่สั่งสมประสบการณ์ผ่านวิกฤตต่างๆ ทั้งในแง่การติดตามวิเคราะห์ข่าวสารในแต่ละวัน เมื่อถึงจุดหนึ่งถ้าท่านอาจจะบอกว่า ท่านมีความชำนาญมากพอแล้ว แต่ท่านคงต้องคิดว่ามันคุ้มค่าหรือไม่ ที่จะต้องปลีกเวลาจากงานประจำมาติดตามสถานการณ์เศรษฐกิจ ต้องคอยดูความเคลื่อนไหวอย่างใกล้ชิด กองทุนรวมจึงเป็นคำตอบว่า ... ให้คนที่เขาทำงานด้านนี้ดูแลดีกว่า

ในเรื่องสภาพคล่องก็มีด้วยในประเด็นนี้ เพราะในกรณีที่จำเป็นต้องใช้เงิน หากท่านลงทุนผ่านกองทุนรวม ท่านก็สามารถขายหรือสับเปลี่ยนได้สะดวก แต่การซื้ออสังหาริมทรัพย์นั้นก็เปลี่ยนมือไม่ง่ายในบางครั้ง

เมื่อเป็นเช่นนี้ ความนิยมของกองทุนรวมจึงเพิ่มมากขึ้นเรื่อยๆ จะเห็นได้ว่า 10 ปีที่ผ่านมา แม้ว่าเม็ดเงินลงทุนในกองทุนรวมจะไม่สูงมากเมื่อเทียบกับเงินฝาก แต่หากดูอัตราการเติบโตที่เพิ่มขึ้นจะพบว่า จากปี 2548 จนถึงปี 2557 มีอัตราเติบโตเกือบ 3 เท่า จาก 9.62 แสนล้านบาท เป็น 3.8 ล้านล้านบาท แต่เงินฝากมีอัตราเติบโตไม่ถึง 1 เท่า จาก 6.15 ล้านล้านบาท เป็น 11.85 ล้านล้านบาท สัดส่วนกองทุนรวมเทียบกับเงินฝากขยับขึ้นจาก 15.6% เป็น 32.1%

เมื่อสิ้นปี 2557 มีบริษัทหลักทรัพย์จัดการกองทุนทั้งหมด 22 บริษัท มีจำนวนกองทุนที่อยู่ภายใต้การบริหารอยู่ทั้งหมด 1,579 กองทุน สิ่งนี้ก็สามารถเป็นข้อพิสูจน์ได้เหมือนกันนะครับว่า “ถ้ากองทุนรวมไม่เจ๋งจริง คงไม่ได้รับความนิยมขนาดนี้นะครับ”

สามารถเข้ามาพูดคุยกันได้ที่ [email protected]

ข่าวล่าสุด

IMF-เฟด ชมไทย วินัยการคลังเหมาะสม ยก "นกกระซิบ-Bangkok Blueprint" ต้นแบบ

IMF-เฟด ชมไทย วินัยการคลังเหมาะสม ยก "นกกระซิบ-Bangkok Blueprint" ต้นแบบ