
SME กับการเข้าถึงตลาดหลักทรัพย์ แนวคิดเรื่อง Private Equity
การเข้าระดมทุนในตลาด หลักทรัพย์แห่งประเทศไทยไม่ใช่เรื่องง่าย โดยเฉพาะอย่างยิ่งสำหรับผู้ประกอบการขนาดกลางและขนาดย่อม (SME)ของไทย
การเข้าระดมทุนในตลาด หลักทรัพย์แห่งประเทศไทยไม่ใช่เรื่องง่าย โดยเฉพาะอย่างยิ่งสำหรับผู้ประกอบการขนาดกลางและขนาดย่อม (SME)ของไทย
ปัจจุบันไทยมี SME อยู่ประมาณ 2.76 ล้านราย (ข้อมูล ณ สิ้นปี 2556) ซึ่งตลาดหลักทรัพย์ฯ ได้พยายามเปิดโอกาสให้ SME ไทยมีโอกาสระดมทุนได้มากขึ้น โดยสร้างตลาดเอ็ม เอ ไอ (mai) ขึ้น สำหรับกิจการที่มีขนาดทุนจดทะเบียนตั้งแต่ 20 ล้านบาทขึ้นไป ให้สามารถเข้าถึงตลาดทุนได้
ความพยายามดังกล่าวนี้ สัมฤทธิผลมากพอสมควรในแง่การเพิ่มจำนวนสินค้า (บริษัทจดทะเบียนฯ) ให้แก่ตลาดหลักทรัพย์ฯ โดยปัจจุบันมีบริษัทขนาดกลางและขนาดย่อมที่จดทะเบียนในตลาดเอ็ม เอ ไอ ถึง 113 บริษัท แต่ในแง่การเข้าถึงตลาดทุนของ SME แล้ว ยังถือได้ว่า SME ยังมีโอกาสระดมทุนจากตลาดทุนได้น้อยมาก โดยดูจากจำนวนบริษัทจดทะเบียนในตลาดเอ็ม เอ ไอ เทียบกับจำนวน SME ทั้งประเทศ หากท่านผู้อ่านจะเริ่มต้นธุรกิจสักอย่าง
นอกจากจะต้องเริ่มที่มีแนวคิดธุรกิจดีๆ แล้ว ท่านจะต้องหาเงินทุน (Equity) เริ่มต้น โดยท่านต้องเอาแนวคิดธุรกิจดีๆ นั้น ไปบอกกล่าวแก่เจ้าของทุน เพื่อระดมทุนมาเริ่มก่อตั้งกิจการ โดยปกติเจ้าของทุนเหล่านั้นก็จะเป็นตัวท่านเอง พ่อแม่ ญาติพี่น้อง เพื่อนฝูง ที่สนิทสนมไว้ใจกัน (คนกันเอง) การหาเงินทุนเริ่มต้นโดยวิธีดังกล่าวนี้ มักจะได้เงินไม่มากพอ เว้นแต่ว่าท่านเองมีเงินสะสมไว้มาก หรือญาติพี่น้อง เพื่อนฝูงของท่านร่ำรวย ซึ่งก็คงไม่ใช่กรณีของคนส่วนใหญ่
เมื่อมีแนวคิดธุรกิจดีๆ แต่มีเงินทุน (Equity) ไม่มากพอจะตั้งต้นธุรกิจ ทางออกโดยปกติก็คือ ต้องไปหาเงินกู้ (Loan) และเมื่อจะต้องกู้ เราก็มักจะนึกถึงการกู้ธนาคาร และการกู้กันเองก่อน แต่เมื่อไม่สำเร็จหรือเพียงพอ ก็ต้องเป็นการกู้เงินนอกระบบตามลำดับ
มาถึงจุดนี้เราก็มาจะมาเห็นว่า SME ต้องการเงินเพื่อทำธุรกิจทั้งในรูปแบบ เงินทุน (Equity) ซึ่งจ่ายเจ้าของเงินคืนเป็นกำไร (หรือขาดทุน) โดยคืนเงินต้นเมื่อเลิกกิจการ และในรูปแบบเงินกู้ (Loan) ซึ่งจ่ายเจ้าของเงิน คืนเป็นดอกเบี้ย โดยคืนเงินต้นตามระยะเวลาที่ตกลงกัน
ในระบบการเงินของเราในปัจจุบัน SME สามารถเข้าถึงเงินกู้ (Loan) ที่เป็นเงินสาธารณะ (Public Fund) หรือเงินของประชาชนได้ ผ่านระบบธนาคาร ซึ่งแม้จะมีอุปสรรคอยู่บ้าง แต่ภาครัฐก็พยายามสร้างตัวช่วยตัวเสริม เช่น ระบบธนาคารรัฐ (ธนาคาร SME ธ.ก.ส. และออมสิน เป็นต้น) ระบบประกันสินเชื่อ โดยบรรษัทประกันสินเชื่ออุตสาหกรรมขนาดย่อม (บสย.) ทำให้ SME มีทางเข้าถึงเงินกู้จากแหล่งเงินที่เป็นเงินของประชาชนได้ แต่การเข้าถึงเงินทุน(Equity) ที่นับเป็นเงินสาธารณะ(Public Fund) ของ SME นั้น ถ้าเป็นสถาบันการเงินเด่นชัดก็มีเพียงระบบตลาดหลักทรัพย์ฯ ซึ่งหมายถึงระบบสถาบันการเงินที่ประกอบด้วยตลาดหลักทรัพย์ฯ และเครือข่ายบริษัทหลักทรัพย์เท่านั้น และดังที่ได้กล่าวในตอนต้นว่า ผู้กำลังจะเริ่มทำธุรกิจ (Start-up) และ SME ที่มีเงินทุนต่ำกว่า 20 ล้านบาท ก็ยังเข้าไม่ถึงระบบตลาดหลักทรัพย์ฯ
การเข้าไม่ถึงเงินทุน (Equity) ของผู้กำลังจะเริ่มทำธุรกิจ (Start-up) และ SME มีผลให้ความคิดดีๆ ทางธุรกิจไม่มีโอกาสได้เกิดเป็นกิจการ และ SME ส่วนใหญ่มีโอกาสน้อยที่จะเติบโตเป็นธุรกิจขนาดใหญ่ ปัจจัยดังกล่าวเป็นสาเหตุหนึ่งที่ผม (และนักวิชาการหลายท่าน) เชื่อว่าเป็นเหตุทำให้เศรษฐกิจไทยไม่สามารถพัฒนาตนเองเป็นระบบเศรษฐกิจสร้างสรรค์ (Creative Economy) และไม่สามารถพัฒนาจนก้าวพ้นกับดักประเทศที่มีรายได้ปานกลาง (Middle Income Trap) ที่เป็นที่กล่าวถึงมากในระยะหลัง
ในประเทศที่ระบบตลาดทุนพัฒนามากกว่าเรา (เช่น สหรัฐอเมริกา และอังกฤษ) SME สามารถเข้าถึงเงินทุน (Equity) ที่เป็นเงินสาธารณะได้ผ่านระบบสถาบันการเงินประเภท “PrivateEquity” (ในที่นี้หมายรวมถึง Venture Capital และ Angel Fund ด้วย) โดย Private Equity (PE) จะระดมทุนจากสาธารณชน แล้วนำเงินที่ระดมได้ดังกล่าวมาร่วมทุนกับกิจการประเภท Start-up และ SME
ผมคิดว่า ถ้าเราสามารถพัฒนาระบบสถาบันการเงินประเภท Private Equity (PE) ให้เกิดขึ้นได้ ธุรกิจ Start-up และ SME ไทย จะหาเงินทุน (Equity) ได้ง่ายขึ้น และเพียงพอขึ้น และเมื่อสถาบันการเงินประเภทดังกล่าวได้รับความนิยมมากขึ้น ขนาดและจำนวนของ PE จะขยายใหญ่และมากขึ้น จนสามารถจดทะเบียนในตลาดหลักทรัพย์ฯ ทำให้ระบบตลาดทุนมีความสมบูรณ์มากยิ่งขึ้นได้
การพัฒนาตลาดทุนให้มีความสมบูรณ์ จำเป็นต้องดำเนินการให้เป็นประโยชน์กับคนส่วนใหญ่ของประเทศให้มากที่สุด ทั้งด้านผู้ออม ผู้ลงทุน ซึ่งเป็นผู้นำเงินมาลงทุน และด้านเจ้าของกิจการ ซึ่งเป็นผู้นำเงินลงทุนไปใช้ดำเนินกิจการสร้างผลตอบแทนคืนเจ้าของเงินทุน
Private Equity จึงเป็นแนวคิดที่จะทำให้ SME ซึ่งเป็นเจ้าของกิจการ ส่วนใหญ่ของประเทศ มีโอกาสเข้าถึงระบบตลาดทุน และเป็นแนวทางที่จะทำให้การพัฒนาตลาดทุนมีความสมบูรณ์มากยิ่งขึ้นครับ







