
เปิดทางรอด เฟอร์นิเจอร์ไทย
การส่งออกของอุตสาหกรรมเฟอร์นิเจอร์และชิ้นส่วนไทยในปีนี้ แม้จะมีหลายปัจจัยกดดันต่อภาพรวมการส่งออก แต่ศูนย์วิจัยกสิกรไทย คาดว่าน่าจะประคับประคองให้เติบโตต่อไปได้ โดยประเมินว่าการส่งออกในปีนี้จะมีมูลค่าประมาณ 1,200-1,250 ล้านเหรียญสหรัฐ เติบโต 0-0.4% เมื่อเทียบจากปีที่ผ่านมา ซึ่งจะอาศัยปัจจัยบวกคือ กำลังซื้อจากตลาดหลัก เช่น สหรัฐ รวมถึงความต้องการในตลาดอาเซียน จีน และอินเดีย
การส่งออกของอุตสาหกรรมเฟอร์นิเจอร์และชิ้นส่วนไทยในปีนี้ แม้จะมีหลายปัจจัยกดดันต่อภาพรวมการส่งออก แต่ศูนย์วิจัยกสิกรไทย คาดว่าน่าจะประคับประคองให้เติบโตต่อไปได้ โดยประเมินว่าการส่งออกในปีนี้จะมีมูลค่าประมาณ 1,200-1,250 ล้านเหรียญสหรัฐ เติบโต 0-0.4% เมื่อเทียบจากปีที่ผ่านมา ซึ่งจะอาศัยปัจจัยบวกคือ กำลังซื้อจากตลาดหลัก เช่น สหรัฐ รวมถึงความต้องการในตลาดอาเซียน จีน และอินเดีย
เมื่อมองในอนาคต จะต้องให้ความสนใจกับความสามารถในการแข่งขันกับคู่ค้าในตลาดโลกที่แต่ละประเทศเริ่มพัฒนาขีดความสามารถให้ดีขึ้น ดังนั้นผู้ประกอบการจึงต้องเร่งปรับตัว อีกทั้งต้องรู้จักเปลี่ยน
มุมมองและบทบาทจากการเป็นผู้ผลิตมาเป็นเทรดเดอร์ให้มากขึ้น
ศูนย์วิจัยกสิกรไทย มองว่าผู้ประกอบการควรยกระดับโครงการการทำธุรกิจให้มีประสิทธิภาพอย่างแท้จริง ตั้งแต่สายการผลิตต้นน้ำถึงปลายน้ำ ควรเน้นการชูจุดขายผ่านงานดีไซน์ และเปิดช่องทางการทำตลาดในรูปแบบใหม่ๆ มากขึ้น
ผู้ประกอบการต้องให้ความสำคัญกับการวิจัยและพัฒนา (อาร์แอนด์ดี) เพื่อสร้างมูลค่าเพิ่มให้กับสินค้า ซึ่งเป็นจุดขายและจุดสร้างกำไรให้กับธุรกิจเฟอร์นิเจอร์มากที่สุด เนื่องจากกลุ่มเป้าหมายยุคใหม่ต้องการสินค้าที่มีความแตกต่าง โดดเด่น หรือมีนวัตกรรมที่ตอบโจทย์การใช้ชีวิตให้มากที่สุด ซึ่งคนกลุ่มนี้มีกำลังซื้อค่อนข้างสูง
ทั้งนี้ ผู้ประกอบการรายใหญ่ค่อนข้างจะได้เปรียบในส่วนนี้ เนื่องจากมีความพร้อมด้านทุนและทรัพยากรบุคคล อาจชูจุดขายด้านนวัตกรรม หรือสร้างความแตกต่างให้กับสินค้า ดึงดีไซเนอร์ที่มีชื่อเสียงมาร่วมออกแบบ เพื่อสร้างความน่าสนใจให้กับตัวสินค้ามากขึ้น
ขณะที่ผู้ประกอบการระดับเอสเอ็มอี ต้องเน้นจับลูกค้ากลุ่มเฉพาะ นำเสนอสินค้าระดับพรีเมียม และผลิตสินค้าตามสั่ง (Made to order) ให้มากขึ้น ซึ่งได้กำไรต่อชิ้นมากกว่า
อย่างไรก็ตาม ไม่ว่าจะเป็นผู้ประกอบการระดับใด จะต้องผลิตสินค้าที่ตอบโจทย์เทรนด์ของตลาดผู้บริโภคยุคใหม่ ซึ่งทิศทางเฟอร์นิเจอร์ ซึ่งเทรนด์หลักๆ ได้แก่
1.เฟอร์นิเจอร์ที่เป็นมิตรกับสิ่งแวดล้อม ซึ่งต้องใช้วัตถุดิบใหม่ๆ มาทดแทนวัตถุดิบธรรมชาติ หรือใช้วัตถุดิบรีไซเคิล กลุ่มเป้าหมายของตลาดนี้คือ สหรัฐ และสหภาพยุโรป (อียู) โดยเน้นลูกค้าระดับบนและกลุ่มองค์กรต่างๆ
2.เฟอร์นิเจอร์อเนกประสงค์และเน้นประโยชน์ใช้สอย จะต้องเน้นการใช้งานที่หลากหลาย สำหรับพื้นที่จำกัดในสังคมเมือง เช่น เฟอร์นิเจอร์ที่ปรับเป็นได้ทั้งเตียง โซฟา ที่เก็บของ ตลาดเป้าหมายคือ ญี่ปุ่น จีน และอาเซียน เน้นลูกค้าคนเมืองที่พักในคอนโดมิเนียม หรือสำนักงานต่างๆ
3.เฟอร์นิเจอร์เพื่อสุขภาพและคุณภาพชีวิต ซึ่งจะช่วยรักษาสุขภาพ หรือนำหลักการการออกแบบให้เหมาะสมกับการเคลื่อนไหวของร่างกายมาใช้ เช่น เตียงนอนเพื่อสุขภาพ เก้าอี้ลดอาการปวดหลัง ตลาดเป้าหมายคือ ญี่ปุ่น สหรัฐ และอียู เน้นกลุ่มลูกค้าที่ให้ความสำคัญกับสุขภาพและผู้สูงอายุ
4.เฟอร์นิเจอร์ที่มีการผสมผสานวัฒนธรรมและงานเชิงศิลปะ อาจเน้นการผสมผสานวัฒนธรรมตะวันตกและตะวันออก ออกแบบให้เข้ากับสมัยนิยม เช่น โต๊ะรับแขกแกะสลัก แต่น้ำหนักเบา ตลาดเป้าหมายคือ ญี่ปุ่น จีน สหรัฐ และอียู เน้นลูกค้าระดับกลาง-บน ที่ต้องการงานที่มีเอกลักษณ์และความแตกต่าง
ขณะเดียวกัน ผู้ประกอบการจะต้องลดการสูญเสียในกระบวนการผลิต และนำเทคโนโลยีที่ทันสมัยมาเพิ่มประสิทธิภาพในการผลิต ปัจจุบันการผลิตเฟอร์นิเจอร์ไทยในภาพรวมมีกระบวนการสูญเสียในการผลิตสูงถึง 20-30% ดังนั้นหากลดความสูญเสียดังกล่าวได้ ก็น่าจะทำให้ผู้ประกอบการลดต้นทุนได้ในระดับหนึ่ง โดยต้องปรับปรุงเครื่องจักรที่ใช้ในการผลิต เพื่อให้ได้งานที่ได้มาตรฐานมากขึ้น และนำเทคโนโลยีทันสมัยมาเพิ่มประสิทธิภาพการผลิต และลดความเสี่ยงเรื่องขาดแคลนแรงงาน
อีกประเด็นสำคัญ คือ การเปิดช่องทางการตลาดใหม่ๆ เพื่อให้เข้าถึงลูกค้าปลายทางมากขึ้น สำหรับการเลือกซื้อสินค้าของผู้บริโภคยุคใหม่ วิธีการหนึ่งที่ได้รับความนิยมมากขึ้นเรื่อยๆ คือ การหาข้อมูลทางอินเทอร์เน็ต ดังนั้นการนำเสนอสินค้าผ่านช่องทางออนไลน์ จึงเป็นช่องทางหนึ่งที่จะช่วยประชาสัมพันธ์ให้ลูกค้ารู้จักสินค้าและบริการ ซึ่งไม่ว่าผู้ประกอบการระดับใด ก็สามารถใช้ช่องทางนี้ได้ และเป็นช่องทางที่มีต้นทุนค่าใช้จ่ายต่ำ
ขณะเดียวกัน ต้องพัฒนาและขยายช่องทางการทำตลาดในต่างประเทศให้มากขึ้น ซึ่งผู้ประกอบการรายใหญ่อาจเลือกเปิดสาขา หรือหาตัวแทนจำหน่ายในประเทศคู่ค้าใหม่ๆ ที่มีศักยภาพเติบโตสูง เช่น พม่า และประเทศอื่นในเอเชีย ประเทศที่ธุรกิจอสังหาริมทรัพย์กำลังเติบโต เช่น อินเดีย สหรัฐอาหรับเอมิเรตส์ ควรต้องพัฒนา ระบบโลจิสติกส์ เพื่อเพิ่มประสิทธิภาพการส่งมอบสินค้าให้ตรงเวลา และเน้นเปิดตลาดกับกลุ่มฝ่ายขาย หรือนักพัฒนาโครงการอสังหา ริมทรัพย์รูปแบบต่างๆ เพื่อนำเสนองานในลักษณะสัญญา (Contract) มากขึ้น
นอกจากนี้ ผู้ประกอบการควรติดตามความเคลื่อนไหวของเงื่อนไขและนโยบายของประเทศคู่ค้า เพื่อให้สามารถผลิตสินค้าตรงตามมาตรฐานของประเทศปลายทาง และสอดคล้องกับความต้องการของผู้บริโภค ซึ่งเป็นปัจจัยสำคัญที่จะมีผลต่อความสามารถการแข่งขันของเฟอร์นิเจอร์ไทย







