
ภาษีที่ว่าบานตะไท
จริงๆ แล้วสัปดาห์นี้ผมควรจะเขียนเรื่อง “ออมน้อยเป็นร้อยล้าน ตอนที่ 2” แต่ทนหงุดหงิดใจเรื่องภาษีของรัฐบาลที่เปลี่ยนไปเปลี่ยนมาทุกครั้งที่มีกระแสวิจารณ์ ต้องขออนุญาตเขียนเรื่องภาษีในสัปดาห์นี้แล้วจะมาต่อตอนที่ 2 ในสัปดาห์หน้าครับ
จริงๆ แล้วสัปดาห์นี้ผมควรจะเขียนเรื่อง “ออมน้อยเป็นร้อยล้าน ตอนที่ 2” แต่ทนหงุดหงิดใจเรื่องภาษีของรัฐบาลที่เปลี่ยนไปเปลี่ยนมาทุกครั้งที่มีกระแสวิจารณ์ ต้องขออนุญาตเขียนเรื่องภาษีในสัปดาห์นี้แล้วจะมาต่อตอนที่ 2 ในสัปดาห์หน้าครับ
ช่วงนี้ท่านผู้อ่านหลายๆ ท่านคงจะมีความรู้สึกว่า รัฐบาลมีมาตรการจะเก็บภาษีจากประชาชนในหลายๆ ด้าน เป็นการเพิ่มภาระให้กับประชาชนที่หาเช้ากินค่ำ ที่นอกจากได้รับผลกระทบจากภาวะเศรษฐกิจตกต่ำ ทำให้รายได้ฝืดเคือง แล้วยังต้องหาสตางค์มาจ่ายภาษีในรูปแบบใหม่ๆ ที่กำลังจะถูกนำมาใช้ เราลองมาดูกันครับว่า มีภาษีอะไรบ้าง
1.ภาษีเหล้าและบุหรี่ โดยมีการเรียกเก็บในอัตราที่สูงขึ้น คงจะทำให้คอสุราและนักดูดต้องเจียดเงินในกระเป๋ามากขึ้น ถ้าจะยังสูบบุหรี่และดื่มสุราอยู่อีก ภาษีตัวนี้ผมขอสนับสนุนเต็มที่เลยครับ เพราะว่าเป็นสินค้าที่ทำให้ผู้บริโภคมีสุขภาพที่แย่ลง หลายๆ ท่านที่เป็นโรคถุงลมโป่งพอง หรือตับแข็งก็เนื่องมาจากการบริโภคสินค้าเหล่านี้ ใจจริงผมอยากให้เก็บภาษีสินค้าไม่ว่าจะเป็นขนมและเครื่องดื่มในรูปแบบต่างๆ ที่มีส่วนผสมของน้ำตาลและเกลือในอัตราที่สูงเกินไป เนื่องจากมีการพิสูจน์แล้วว่าการบริโภคน้ำตาลและเกลือในสัดส่วนที่มากเกินกำหนดต่อวันจะมีผลเสียต่อสุขภาพ
2.ภาษีมรดก ซึ่งเรียกเก็บจากผู้รับมรดกที่เป็นทรัพย์สินที่มีการจดทะเบียน เช่น อสังหาริมทรัพย์ รถยนต์ หุ้น ฯลฯ รวมกันแล้วเกิน 50 ล้านบาท สมมติว่าเจ้าของมรดกมีทรัพย์สินมูลค่า 140 ล้านบาท เป็นทรัพย์สินที่มีการจดทะเบียนรวมแล้ว 100 ล้านบาท เป็นทองคำ 20 ล้านบาท เครื่องเพชร 10 ล้านบาท และเงินสด 10 ล้านบาท มีบุตร 2 คน คู่สมรส และบิดามารดา เสียชีวิตแล้ว และไม่ได้ทำพินัยกรรมไว้ ดังนั้น บุตร 2 คน จะได้รับมรดกคนละครึ่ง เป็นทรัพย์สินที่จดทะเบียนคนละ 50 ล้านบาท ทองคำคนละ 10 ล้านบาท เครื่องเพชรและเงินสดคนละ 5 ล้านบาท (สมมติว่าทุกอย่างสามารถแบ่งกันได้คนละครึ่งพอดี) ดังนั้นทายาทโดยธรรมที่เป็นบุตรทั้งสองคน ไม่ต้องเสียภาษีเลยแม้แต่บาทเดียว ดังนั้นจะเห็นได้เลยว่ากระทั่งเศรษฐีร้อยล้านบางราย ก็ยังไม่ได้รับผลกระทบจากภาษีมรดกเลย
3.ภาษีรถยนต์ใหม่ ที่จะประกาศใช้ในปี 2559 โดยจากเดิมที่พิจารณาจากขนาดของเครื่องยนต์ (cc) และแรงม้า แต่โครงสร้างภาษีใหม่จะเน้นไปที่การลดปริมาณการปล่อยก๊าซคาร์บอนไดออกไซด์ (cu) ตามมาตรฐานยุโรป เพื่อการสนับสนุนการใช้พลังงานอย่างมีประสิทธิภาพ ซึ่งจะทำให้รถรุ่นนี้สามารถเข้าไปตีตลาดในประเทศที่มีมาตรฐานสูงๆ อย่าง EU และยังลดมลภาวะภายในประเทศอีกด้วย ซึ่งมาตรการนี้คงส่งผลให้รถตามมาตรฐานเก่าๆ ถูกเก็บภาษีในอัตราที่สูงขึ้น ขณะที่รถมาตรฐานใหม่จะเสียภาษีต่ำลง คงส่งผลให้ยอดขายรถยนต์ปลายไตรมาส 3 จนถึงสิ้นปีดีขึ้น เนื่องจากคนที่จะซื้อรถอยู่แล้วรีบตัดสินใจเร็วขึ้น
4.โครงสร้างภาษีพลังงาน มีการปรับเปลี่ยนแปลงอัตราภาษีสรรพสามิต และเงินที่เรียกเก็บเข้ากองทุนน้ำมันเชื้อเพลิง ในน้ำมันและก๊าซเชื้อเพลิงทุกชนิด เพื่อให้เกิดสมดุลและเป็นธรรมต่อผู้ใช้ จากเดิมที่เคยทำให้คนหันมาใช้น้ำมันดีเซล ก๊าซ LPG และ NGV มาก โครงสร้างการใช้พลังงานไม่สมดุล
5.ภาษีที่ดินและทรัพย์สิน ซึ่งเป็นตัวภาษีที่โดนวิพากษ์วิจารณ์มากที่สุด จนมีการเปลี่ยนแปลงมาหลายครั้ง เรามาดูกันครับว่าภาษีนี้สร้างภาระจริงหรือไม่ โดยผมจะยึดแนวคิดล่าสุดของกระทรวงการคลัง
5.1 ที่ดินเพื่อการเกษตร จะเรียกเก็บที่ 0.05% จากเพดาน 0.25% สมมติว่า ชาวนาชาวสวนที่มีที่ดิน มูลค่า 5แสนบาท จะโดนเก็บเพียง 250 บาท/ปี ตกแล้วเดือนละประมาณ 20 บาท ภาระภาษีแค่นี้จะทำให้ชาวนาเดือดร้อนได้อย่างไร
5.2 ที่อยู่อาศัย ราคาต่ำกว่า 1.50 ล้านบาท ไม่ต้องเสียภาษี สมมติว่า ท่านมีบ้านราคา 3 ล้านบาท ผมขอแบ่งเป็น 2 กรณี
5.2.1 รัฐบาลคิดตั้งแต่บาทแรก ท่านต้องเสียภาษี 0.1% (จากเพดานที่ 0.5%) ดังนั้น ภาษีที่ท่านต้องจ่าย = 3,000 บาท ตกเดือนละ 250 บาทเท่านั้น ผมยังดูว่าไม่เป็นภาระอะไรเลย ลองมาดูอีกกรณีครับ
5.2.2 รัฐบาลคิดส่วนที่เกิน 1.50 ล้านบาท (แบบนี้คนส่วนใหญ่จะรู้สึกมีความเป็นธรรมมากกว่า) ท่านจะเสียภาษีเพียง 1,500 บาท ตกเดือนละ 125 บาทเท่านั้น ดูแล้วไม่เห็นจำเป็นต้องออกมาโวยวายอะไรกันเลย
5.3 ภาษีเพื่อการพาณิชย์ เรียกเก็บ 0.2% จากเพดาน 2% ซึ่งภาษีตัวนี้ก็จะมาเก็บแทนภาษีโรงเรือน รวมๆ แล้วอาจจะจ่ายเพิ่มอีกหน่อยจากตอนที่เก็บเต็มเพดาน แต่ผมก็เห็นด้วยกับรัฐบาล
5.4 ที่ดินที่ว่างเปล่า เรียกเก็บ 0.5% จากเพดาน 2% โดยเฉลี่ยราคาที่ดินในแต่ละปี จะขึ้นไปมากกว่าอัตรา ที่เพดานที่รัฐบาลเรียกเก็บเสียด้วยซ้ำ ยิ่งทำเลดีๆ ราคาขึ้นไปเป็น 100% ในเวลาไม่กี่ปีเสียด้วยซ้ำ ภาษีตัวนี้จะเป็นการกระตุ้นให้มีการใช้ที่ดินให้เกิดประโยชน์ จึงเป็นเรื่องที่น่าสนับสนุนครับ
สรุป ผมชู 2 มือสนับสนุนภาษีต่างๆ ของรัฐบาลชุดนี้อย่างเต็มที่ ผมคิดว่าน่าจะเป็นการอ่อนประชาสัมพันธ์ของหน่วยงานรัฐ ถ้ามีการอธิบายให้เข้าใจตามนี้ตั้งแต่แรก ประชาชนคงจะไม่โวยวาย







