
ผลสำรวจค่าครองชีพคนไทยก.พ.พบ1ใน3รายได้ไม่พอจ่าย
เปิดผลสำรวจค่าครองชีพคนไทยเดือน ก.พ. พบ 1 ใน 3 รายได้ไม่พอรายจ่าย ชี้แม้น้ำมันลด แต่ราคาสินค้าเท่าเดิม
เปิดผลสำรวจค่าครองชีพคนไทยเดือน ก.พ. พบ 1 ใน 3 รายได้ไม่พอรายจ่าย ชี้แม้น้ำมันลด แต่ราคาสินค้าเท่าเดิม
รายงานข่าวจากทำเนียบรัฐบาล ระบุว่า การประชุมคณะรัฐมนตรี(ครม.) เมื่อวันที่ 17 มี.ค.ได้รับทราบการสำรวจความคิดเห็นของประชาชนเกี่ยวกับค่าครองชีพ ประจำเดือน ก.พ. 2558 ตามที่ สำนักงานสถิติแห่งชาติ(สสช.) กระทรวงเทคโนโลยีสารสนเทศและการสื่อสาร (ทก.) เสนอ โดย สสช. ทก. โดยสำนักงานสถิติแห่งชาติ ได้ทำการสำรวจความคิดเห็นของประชาชนเกี่ยวกับค่าครองชีพ ในช่วงเดือนกุมภาพันธ์ พ.ศ. 2558 โดยให้ประชาชนได้มีส่วนร่วมแสดงความคิดเห็น และสะท้อนปัญหา และผลกระทบที่ได้รับจากภาวะค่าครองชีพในปัจจุบัน
ข้อมูลที่ได้จะสะท้อนให้รัฐบาลและหน่วยงานที่เกี่ยวข้องนำไปใช้เป็นแนวทางในการวางแผน และกำหนดนโยบายในการแก้ไขปัญหาให้กับประชาชนได้อย่างแท้จริง โดยทำการสำรวจประชาชนที่มีอายุ 18 ปีขึ้นไปทั่วประเทศ ซึ่งมีประชาชนถูกเลือกเป็นตัวอย่างทั้งสิ้นจำนวน 5,800 ราย เก็บรวบรวมข้อมูลระหว่างวันที่ 7–9 ก.พ. 2558 สำหรับ สรุปได้ดังนี้
1.ช่วงเดือนกุมภาพันธ์ 2558 ในภาวะที่น้ำมันมีราคาลดลง เมื่อเทียบกับช่วงที่น้ำมันมีราคาแพง พบว่า ครัวเรือนร้อยละ 52.0 มีรายได้พอดีกับค่าใช้จ่าย มีเพียง 12.3% เท่านั้น ที่มีรายได้มากกว่าค่าใช้จ่าย ขณะที่มีครัวเรือนประมาณ 1 ใน 3 หรือ 35.7% ที่มีรายได้น้อยกว่าค่าใช้จ่าย ซึ่งในจำนวนนี้มีวิธีแก้ปัญหารายได้น้อยกว่าค่าใช้จ่าย โดยการกู้หรือยืมเงินทั้งเสียดอกเบี้ยและไม่เสียดอกเบี้ยมากกว่าวิธีอื่นโดยภาคตะวันออกเฉียงเหนือมีสัดส่วนครัวเรือนที่มีรายได้น้อยกว่าค่าใช้จ่ายสูงกว่าภาคอื่น 41.3% ขณะที่ภาคอื่นมีประมาณ 1 ใน 3 เท่านั้น
2. เมื่อสอบถามความคิดเห็นเกี่ยวกับราคาสินค้าอุปโภค-บริโภคโดยภาพรวม ในช่วงเดือนกุมภาพันธ์ 2558 หลังจากราคาน้ำมันลดลงค่อนข้างมาก เทียบกับช่วงที่น้ำมันมีราคาแพง ประชาชนส่วนใหญ่เห็นว่าสินค้ามีราคาเท่าเดิม 59.8% มีเพียง 7.6% เท่านั้นที่เห็นว่ามีราคาถูกลง ส่วนผู้ที่เห็นว่าสินค้าราคาแพงขึ้นมี 32.6% ซึ่งในจำนวนนี้มีการตัดสินใจในการซื้อสินค้า โดยการใช้จ่ายอย่างระมัดระวัง ซื้อเท่าที่จำเป็นมากกว่าวิธีอื่น
โดยประชาชนในกรุงเทพมหานคร เห็นว่าสินค้าอุปโภค-บริโภคโดยภาพรวมมีราคาแพงขึ้นในสัดส่วนที่สูงกว่าภาคอื่น( 49.1%) รองลงมาได้แก่ ภาคกลาง(36.7%) และภาคใต้ (36.6%) ส่วนภาคตะวันออกเฉียงเหนือ และภาคเหนือ อยู่ที่ 24.0% และ 22.6%
3. ในช่วงเดือนก.พ. 2558 ที่น้ำมันมีราคาลดลง ประชาชนส่วนใหญ่ยังรู้สึกว่าสินค้าต่างๆ ยังมีราคาเท่าเดิมไม่แตกต่างจากช่วงที่น้ำมันมีราคาแพง ส่วนผู้ที่เห็นว่าสินค้ามีราคาถูกลงมีสัดส่วนน้อยกว่าผู้ที่เห็นว่าสินค้ามีราคาแพงขึ้น โดยสินค้าที่ประชาชนเห็นว่ามีราคาแพงขึ้น 3 อันดับแรก คือ ผลไม้ 41.9% อาหารทะเล 39.8% และอาหารตามสั่ง 38.4%
4. สินค้าที่ประชาชนต้องการให้ภาครัฐเข้ามาดูแลควบคุมราคาอย่างเร่งด่วน 5 เรื่องแรก คือ เนื้อหมู ( 43.6%) ข้าวสาร (ร้อยละ 43.1) น้ำมันที่ได้จากพืช เช่น น้ำมันปาล์ม ถั่วเหลือง ฯลฯ ( 22.0%) อาหารตามสั่ง ( 20.6%) และปุ๋ยเคมี (19.6%) ขณะที่สินค้าอื่น มีไม่เกิน 16% เช่น ไข่ไก่ กับข้าวสำเร็จรูป (ใส่ถุง) อาหารทะเล เป็นต้น
โดยประชาชนเกือบทุกภาคต้องการให้ภาครัฐเข้ามาดูแลควบคุมราคาข้าวสารมากกว่าสินค้าประเภทอื่น ยกเว้นภาคตะวันออกเฉียงเหนือต้องการให้ดูแลควบคุมราคาเนื้อหมูมากกว่าสินค้าประเภทอื่น
5. ในช่วงเดือนกุมภาพันธ์ 2558 ที่น้ำมันมีราคาลดลง ประชาชนมากกว่าครึ่งระบุว่ามีค่าใช้จ่ายในการเดินทางในชีวิตประจำวันเท่าเดิมไม่แตกต่างจากช่วงที่น้ำมันมีราคาแพง (ร้อยละ 61.4) และมีประมาณ 1 ใน 3 ระบุว่าค่าใช้จ่ายลดลงกว่าเดิม (35.8%) มีเพียง 2.8% เท่านั้น ที่ระบุว่าค่าใช้จ่ายเพิ่มขึ้น
โดยค่าใช้จ่ายในการเดินทางในปัจจุบันของประชาชนในทุกภาคส่วนใหญ่เท่าเดิม ไม่แตกต่างจากช่วงที่น้ำมันมีราคาแพง ทั้งนี้ผู้ที่เห็นว่าค่าใช้จ่ายในการเดินทางลดลง มีสัดส่วนสูงกว่าผู้ที่ระบุว่าค่าใช้จ่ายเพิ่มขึ้น ซึ่งพบได้ในทุกภาค
6. การให้บริการรถโดยสารประจำทาง ไม่ปรับอากาศฟรี เป็นมาตรการที่ภาครัฐให้ ขสมก. จัดรถโดยสารประจำทางธรรมดา หรือรถร้อน เพื่อให้บริการประชาชนฟรีในเขตกรุงเทพมหานคร และปริมณฑล เมื่อสอบถามประชาชน พบว่า ส่วนใหญ่ไม่เคยใช้บริการดังกล่าวเลย ( 89.1%) มีเพียง 10.9% เท่านั้นที่ใช้บริการ โดยผู้ที่ใช้บริการระบุว่าสามารถลดค่าใช้จ่ายได้เฉลี่ย 204 บาทต่อเดือน
โดยประชาชนในกรุงเทพมหานคร และภาคกลางใช้บริการรถโดยสารประจำทาง ไม่ปรับอากาศฟรีสูงกว่าภาคอื่น คือ 49.0% และ 10.2% ตามลำดับ ขณะที่ภาคอื่นมีน้อยกว่า 3%
7. ประชาชน 97.7% ระบุว่าพึงพอใจต่อมาตรการให้บริการรถโดยสารประจำทาง ไม่ปรับอากาศฟรีในเขตกรุงเทพมหานครและปริมณฑล (โดยในจำนวนนี้มีความพึงพอใจมากถึงมากที่สุด 58.2% ปานกลาง 34.3% และน้อยถึงน้อยที่สุด 5.2% ส่วนผู้ที่ไม่พึงพอใจเลยมีเล็กน้อย 2.3%
8. การให้บริการรถไฟชั้น 3 ไม่ปรับอากาศฟรี เป็นมาตรการที่ภาครัฐให้การรถไฟแห่งประเทศไทยจัดรถไฟชั้น 3 ไม่ปรับอากาศฟรีไว้บริการประชาชนทั่วประเทศ โดยเป็นขบวนรถชานเมือง รถธรรมดา และรถรวม เมื่อสอบถามประชาชน พบว่า ส่วนใหญ่ไม่เคยใช้บริการดังกล่าวเลย (94.4%) มีเพียง 5.6% ที่ใช้บริการ โดยผู้ที่ใช้บริการระบุว่าสามารถลดค่าใช้จ่ายได้เฉลี่ย 251 บาทต่อเดือน
โดยประชาชนในกรุงเทพมหานครใช้บริการรถไฟชั้น 3 ไม่ปรับอากาศฟรีสูงกว่าภาคอื่น ( 9.3%) รองลงมาได้แก่ ภาคใต้ (7.8%) ภาคกลาง (5.1%) และภาคตะวันออกเฉียงเหนือ (5.1%) ขณะที่ภาคเหนือมีน้อยกว่าภาคอื่น (2.5%)
9. ประชาชน 98.0% ระบุว่าพึงพอใจต่อมาตรการให้บริการรถไฟชั้น 3 ไม่ปรับอากาศฟรี ทั่วประเทศ (โดยในจำนวนนี้มีความพึงพอใจมากถึงมากที่สุด 59.5% ปานกลาง 33.8% และน้อยถึงน้อยที่สุดร้อยละ 4.7% ส่วนผู้ที่ไม่พึงพอใจเลยมีเล็กน้อย 2.0%
10. ตามที่รัฐบาลมีแนวทางที่จะกำหนดมาตรการให้บริการรถโดยสารประจำทาง (ขสมก.) ไม่ปรับอากาศฟรีในกรุงเทพมหานครและปริมณฑล รวมทั้งการให้บริการรถไฟชั้น 3 ไม่ปรับอากาศฟรี ทั่วประเทศ ให้กับกลุ่มประชาชนที่มีรายได้น้อย เช่น นักเรียน/นักศึกษา ผู้สูงอายุ คนพิการ ฯลฯ ผลสำรวจ พบว่า ประชาชนส่วนใหญ่เห็นด้วยกับมาตรการดังกล่าว (94.3%) มีเพียง 5.7 %ที่ไม่เห็นด้วย ซึ่งในจำนวนนี้ให้เหตุผลว่าควรให้บริการกับประชาชนทุกกลุ่ม ไม่ควรจำกัดเฉพาะกลุ่มใดกลุ่มหนึ่ง
11. ตามที่รัฐบาลได้ดำเนินการแก้ปัญหาค่าครองชีพของประชาชน เช่น การลดราคาน้ำมัน การให้บริการรถโดยสารประจำทางหรือรถไฟชั้น 3 ไม่ปรับอากาศฟรี การจำหน่ายสินค้าในงานธงฟ้าราคาประหยัด ฯลฯ ผลสำรวจ พบว่า ประชาชน 99.9% ระบุว่าพึงพอใจ (โดยในจำนวนนี้มีความพึงพอใจมากถึงมากที่สุดร้อยละ 74.2 ปานกลางร้อยละ 23.5 และน้อยถึงน้อยที่สุด 2.2% ส่วนผู้ที่ไม่พึงพอใจเลยมีเล็กน้อยที่ 0.1%
เมื่อพิจารณาเป็นรายภาค พบว่า ภาคตะวันออกเฉียงเหนือมีความพึงพอใจต่อการดำเนินงานของรัฐบาลในการแก้ปัญหาค่าครองชีพอยู่ในระดับมากถึงมากที่สุด ในสัดส่วนที่สูงกว่าภาคอื่น (ร้อยละ 78.6) รองลงมาได้แก่ ภาคใต้ (ร้อยละ 76.6) ภาคเหนือ (76.0%) และภาคกลาง (70.8%) ขณะที่กรุงเทพมหานครมี 68.7%
12. ประชาชนได้ให้ข้อเสนอแนะแนวทางการแก้ปัญหาค่าครองชีพในปัจจุบัน(กุมภาพันธ์ 2558) ที่สำคัญ ดังนี้ 1) รัฐบาลควรเข้ามาดูแล ควบคุมราคาสินค้าอย่างจริงจัง (80.9%) 2) หน่วยงานภาครัฐควรจัดมหกรรมสินค้าราคาถูก เช่น ธงฟ้าราคาประหยัด ฯลฯ (40.0%) 3) การใช้กฎหมายลงโทษกับพ่อค้า/แม่ค้าที่ขายสินค้าเกินราคา (36.3%) 4) การควบคุมราคาสินค้าที่เกี่ยวข้องกับทางการเกษตรให้ถูกลง เช่น ปุ๋ย ยาฆ่าแมลง ยาปราบศัตรูพืช ฯลฯ (33.8%) และ 5) ข้อเสนอแนะอื่น (1.7%) เช่น การสนับสนุนให้บริโภคสินค้าเกษตรของไทย การปรับเงินเดือนให้สอดคล้องกับค่าครองชีพในปัจจุบัน
เมื่อพิจารณาเป็นรายภาค พบว่า ประชาชนมากกว่า 70% ในทุกภาคต้องการให้รัฐบาลเข้ามาดูแลควบคุมราคาสินค้าอย่างจริงจังมากกว่าเรื่องอื่น







