posttoday
หนังหน้าไฟ แก้ไขสหกรณ์คลองจั่น

หนังหน้าไฟ แก้ไขสหกรณ์คลองจั่น

16 มีนาคม 2558

อภิมหากาพย์ของการยักยอกเงินออกจากสหกรณ์เครดิตยูเนี่ยนคลองจั่น

โดย...สิทธิณี ห่วงนาค

อภิมหากาพย์ของการยักยอกเงินออกจากสหกรณ์เครดิตยูเนี่ยนคลองจั่น โดยมีการจ่ายเช็คสหกรณ์เครดิตยูเนี่ยนคลองจั่น 878 ฉบับ เป็นเงิน 1.1 หมื่นล้านบาท สมาชิกเดือดร้อนอย่างหนัก และสร้างความปั่นป่วนในระบบสหกรณ์ทั้งประเทศ จะออกหัวออกก้อยในวันที่ 20 มี.ค. 2558 โดยศาลล้มละลายกลางจะตัดสินออกมาว่าจะให้มีการฟื้นฟูกิจการหรือล้มละลาย

ถือเป็นทางสองแพร่งที่เหล่าสมาชิกสหกรณ์ ทั้งผู้ลงทุน ผู้ฝากเงิน ยันเจ้าหนี้ ลุ้นตัวโก่ง โพสต์ทูเดย์ได้สัมภาษณ์ โอภาส กลั่นบุศย์ อธิบดีกรมส่งเสริมสหกรณ์ ผู้เคยตรวจสอบสหกรณ์แห่งนี้มากับมือ แบบคำต่อคำ

ได้เตรียมมาตรการจัดการสหกรณ์เครดิตยูเนี่ยนคลองจั่นอย่างไรบ้าง?

โอภาส ชี้แจงว่า เรื่องนี้ต้องรอคำสั่งศาลออกมาก่อนว่าจะเป็นอย่างไร สมมติว่าให้ฟื้นฟู กรมส่งเสริมสหกรณ์ก็จะเข้าไปยุ่งไม่ได้อีกต่อไป บทบาทจะไปอยู่ที่คณะกรรมการกำกับดูแลและติดตามงานที่จะตั้งขึ้นมาร่วมกับเจ้าหนี้

แต่ได้เตรียมรองรับไว้ 3 แนวทาง  1.กรณีศาลมีคำสั่งให้ฟื้นฟูกิจการและสั่งให้สหกรณ์ในฐานะลูกหนี้เป็นผู้จัดทำแผน กระทรวงจะตั้งคณะทำงานมากำกับ ควบคุมการบริหารคณะผู้บริหารชั่วคราว และจะเสนอคณะรัฐมนตรีเพื่อสนับสนุนแหล่งเงินทุนสำหรับการฟื้นฟูกิจการตามแผนงาน

2.กรณีศาลมีคำสั่งให้ฟื้นฟู แต่ศาลไม่เห็นชอบให้คณะกรรมการเป็นผู้จัดทำแผน เจ้าพนักงานพิทักษ์ทรัพย์จะนัดประชุมเจ้าหนี้ เพื่อเลือกผู้จัดทำแผนใหม่ กระทรวงในฐานะเจ้าหนี้รายหนึ่งก็จะเสนอผู้ทำแผนต่อที่ประชุมเจ้าหน้าที่ด้วย

3.กรณีศาลมีคำสั่งยกคำร้องของการฟื้นฟู ก็จะมีผลให้เข้าสู่กระบวนการล้มละลาย ซึ่งกระทรวง เกษตรฯ จะอุทธรณ์ต่อศาลอีกครั้ง เพราะจะกระทบกันทั้งระบบ

คำถามต่อมา คือ แผนจะทำได้จริงหรือไม่ เพราะทรัพย์สินจำนวนมากถูกยักยอก ถ่ายเทออกไป?

โอภาส ตอบอย่างขึงขังว่า ก็ต้องทำให้ได้ พูดในภาพกว้างก็ต้องดู 1.ที่มาของรายได้ก่อนว่าสหกรณ์เครดิตยูเนี่ยนคลองจั่นมีรายได้มาจากไหน เงินค่าหุ้น เงินจากดอกเบี้ยเงินกู้ เงินค่าบริหารทรัพย์สินที่สหกรณ์มีอยู่ หรือจากการขายทรัพย์สินบางส่วนออกไป

2.ต้องมีการลดค่าใช้จ่ายที่ไม่จำเป็นลงมา  3.จัดหาแหล่งเงินทุนจากภายนอกเข้ามาสนับสนุน 4.ต้องปรับการบริหารเงินทุนเพื่อให้เกิดกำไร

ปลายทางสุดท้ายก็ต้องสามารถชี้แจงกับสมาชิก เจ้าหนี้ ผู้ฝากเงินได้ว่า ปีที่ 1 ปีที่ 2 จะมีการคืนเงินกลับไปถึงมือสมาชิกจำนวนเท่าไร ปีไหนคืนดอกเบี้ย ปีไหนคืนเงินต้น ซึ่งตามแผนน่าจะคืนกลับหมดใน 5-7 ปี น่าจะจบ

นั่นเป็นการหาทางออก แต่ที่คนอยากรู้ คือ กำกับอย่างไรถึงปล่อยให้มีปัญหาหนัก?

โอภาส ชี้แจงว่า เริ่มพบปัญหามาตั้งแต่ปี 2545 ซึ่งกรมได้เข้าไปตรวจสอบ พบว่าสหกรณ์เครดิตยูเนี่ยนคลองจั่นได้มีการปล่อยกู้ให้กับสมาชิกสมทบและบุคคลภายนอก วงเงินรวมประมาณ 158 ล้านบาท โดยไม่มีหลักทรัพย์ ซึ่งข้อบังคับของสหกรณ์จะไม่สามารถให้บุคคลภายนอกกู้ได้ ก็ได้ทำหนังสือให้สหกรณ์เครดิตฯ ชี้แจง และกรมตรวจบัญชีสหกรณ์ได้มีหนังสือเมื่อวันที่ 27 มี.ค. 2546 แจ้งให้แก้ไข

คำถามคือ แก้อย่างไร ทำไมจึงปล่อยกู้ให้กับผู้ที่ไม่ใช่สมาชิกถึง 27 บริษัท เป็น 1 หมื่นล้านบาท?

“ไม่ใช่นะ ตอนแรกไม่ได้ปล่อยกู้ 27 บริษัท เป็นการให้กู้แค่ 9 ราย ช่วงปี 2546 วงเงิน 190 ล้านบาท ก็สั่งการให้กรรมการชุดนั้นแก้ไข ให้เรียกเงินคืน แต่กรรมการไม่เรียกเงินคืน  กลับพบว่าคณะกรรมการได้ไปแก้ระเบียบให้สามารถรับสมาชิกสมทบได้เมื่อปี 2545 แต่ยังไม่ได้รับกลุ่มนี้เข้ามาเป็นสมาชิกสมทบ เมื่อจะกู้จึงมาสมัคร เราก็พบว่าเป็นการกู้ที่ขัดกับระเบียบสหกรณ์ที่จะกู้ได้ไม่เกิน 90% ของมูลค่าหุ้นบวกเงินฝาก แต่ขณะนั้นทั้ง 14 ราย กู้รวมแล้วแค่ 991 ล้านบาท” โอภาส ชี้แจง

จากนั้นในปี 2549 กรมได้มีการเปิดให้รับสมาชิกสมทบได้ แต่ต้องกู้ไม่เกิน 90% ของมูลค่าหุ้นและเงินฝาก เพื่อให้สหกรณ์ทั่วไปสามารถระดมทุนได้ เครดิตยูเนี่ยนคลองจั่นก็ใช้ระเบียบนี้รับสมาชิกสมทบเพิ่มขึ้น

ปลายปี 2551 กรมส่งเสริมสหกรณ์จึงตั้งเรื่องและได้หารือกฤษฎีกาว่าสามารถที่จะให้นิติบุคคลเข้ามาเป็นสมาชิกสมทบได้หรือไม่ ตามมาตรา 33 (2) ของ พ.ร.บ.สหกรณ์ กฤษฎีกา ตอบว่า ไม่สามารถทำได้ ก็ได้มีคำสั่งเพิกถอนการจดทะเบียนข้อบังคับกรณีรับสมาชิกสมทบ จนสหกรณ์หลายแห่งทั่วประเทศร้องว่ากระทบต่อธุรกรรมของสหกรณ์ จึงได้หารือกฤษฎีกาอีกครั้ง ซึ่งกฤษฎีกายังยืนยันคำวินิจฉัยเดิม แต่ได้ทุเลาความเสียหายโดยให้การทำธุรกรรมที่มีอยู่เดิมดำเนินต่อไปจนกว่าจะสิ้นสุด

ดูแล้วปัญหาน่าจะยุติแค่หลักพันล้านบาท แล้วการปล่อยกู้ 27 บริษัท กว่า 1 หมื่นล้านบาท เกิดช่วงไหน?

“เกิดหลังจากที่กรมได้มีคำสั่งเพิกถอนการรับจดทะเบียนสมาชิกสมทบไปแล้ว แต่คณะกรรมการเครดิตยูเนี่ยนคลองจั่นยังให้เงินกู้แก่นิติบุคคลและกลุ่มบุคคลเพิ่มอีกเป็น 27 ราย จากหลักพันล้านบาทก็เป็นหลักหมื่นล้านบาท ที่สำคัญกลับพบว่าไม่มีการชำระดอกเบี้ย และยังมีการออกตั๋วสัญญาใช้เงินแก่สหกรณ์เครดิตยูเนี่ยนรัฐประชา จำกัด อีกกว่า 1,000 ล้านบาท” โอภาส เปิดเผย

“เขาทำให้เมื่อวันที่ 19 พ.ย. 2553 กรมส่งเสริมสหกรณ์และกรมตรวจบัญชีสหกรณ์ต้องประชุมหารือเกี่ยวกับการทำธุรกรรมของสหกรณ์แก๊งนี้ จากนั้นอธิบดีในฐานะนายทะเบียนได้ตั้งคณะผู้ตรวจการของสองกรมเข้าไปตรวจสอบ จนพบข้อบกพร่องและทำธุรกรรมที่ผิดระเบียบสหกรณ์หลายประเด็น

เริ่มจาก 1.การปล่อยให้บุคคลภายนอกกู้เกินระเบียบที่กำหนด 2.การให้ยืมเงินทดรองกับบุคคลที่ไม่ใช่สมาชิก 3.การจัดสวัสดิการรูปแบบเหมือนการทำประกันภัย 4.การรับสมาชิกนอกเขตแดน (เขต กทม.) เปิดสาขาที่ จ.ปทุมธานี

5.ซื้อบ้านเอื้ออาทรมาให้สมาชิกซื้อ 6.การทำธุรกรรมเกิน 2 ล้านบาท แต่ไม่รายงานต่อ ปปง. 7.การขายหุ้นด้อยสิทธิของธนาคารสองแห่ง มูลค่า 15 ล้านบาท ให้สมาชิกซื้อโดยการหักจากบัญชีเงินฝากสหกรณ์ ทำให้สมาชิกเสียหาย 8.เก็บเงินค่าประกันเพื่อเป็นพนักงานสหกรณ์มากกว่าที่กำหนด 9.เก็บเงินสดมากเกินระเบียบที่กำหนด

ประมาณเดือน ส.ค. 2554 ผู้อำนวยการ สพพ.2 ก็ได้ออกคำสั่งให้คณะกรรมการแก้ไขข้อบกพร่อง ให้เรียกเงินคืนจากบุคคลภายนอก แต่ไม่ได้รับความร่วมมือใดๆ ตอนนั้นเจ้าหน้าที่ไม่สามารถเข้าไปในพื้นที่สหกรณ์ได้เลย เอกสารก็ไม่ได้ เข้าไปก็ไม่เจอกรรมการสหกรณ์ กลายเป็นเขตปลอดเจ้าหน้าที่”

ในสมัยเป็นรองอธิบดีได้เข้าไปแก้ไขเรื่องนี้ด้วยมิใช่หรือ?

โอภาส กล่าวว่า วันที่ 5 เม.ย. 2556 อธิบดีขณะนั้นได้ตั้งให้ผมซึ่งเป็นรองอธิบดีเป็นประธานคณะกรรมการแก้ไขปัญหา เข้าไปปุ๊บก็พบว่ามีปัญหาการขาดสภาพคล่องอย่างหนัก จนไม่มีเงินมาจ่ายสมาชิก ผมเข้าไปก็สั่งการให้คุณศุภชัย อดีตประธานสหกรณ์ ทำแผนสนอเข้ามา

“คำสั่งของอธิบดี คือ ให้ผมมีหน้าที่แก้ไขปัญหา หาผู้รับผิดชอบ ตอนนั้นยอมรับว่าผมโดนเยอะมาก มีทั้งโทรศัพท์มาข่มขู่ และมาด้วยตนเอง ไม่ถึงกับขู่ฆ่า แต่มีการโทรมาแจ้งเตือนจากกลุ่มผู้ที่เป็นข่าวอยู่ในขณะนี้แหละ ตอนนั้นเริ่มขาดสภาพคล่องหนักแล้ว เริ่มไม่มีเงินคืนให้กับสมาชิกที่มาถอน”

ตอนนั้นมีการขัดแย้งกันในเดือน มี.ค. 2556 ที่มีปัญหาการเรียกประชุมใหญ่เพื่อเลือกคณะกรรมการบริหารชุดใหม่ แข่งกันหลายรอบ เลือกกันไม่ถูก สุดท้าย ประชุมอีกครั้งวันที่ 28 พ.ค. 2556 มีสมาชิกมาประชุม 2,000 คน เลือกตั้งก็ได้ศุภชัย เพราะสมาชิกส่วนใหญ่เชื่อว่าศุภชัยจะสามารถหาเงินมาแก้ไขปัญหาทั้งหมดได้

เมื่อคุณศุภชัยเข้าไปก็ไปถอนฟ้องคดีแพ่งและอาญาที่กรรมการชุดที่ 28 ฟ้องไว้ว่า ศุภชัยกับพวก มีการยักยอก ฉ้อโกง ทำให้กรมสอบสวนคดีพิเศษ (ดีเอสไอ) เข้ามาดำเนินการและยึดอายัดทรัพย์สินของศุภชัยและพวก จำนวน 4 คน เมื่อวันที่ 10 ก.ค. 2556 และดีเอสไอก็แจ้งข้อหาความผิดฐานยักยอกทรัพย์

ทำขนาดนั้นปัญหายังบานปลายขนาดนี้ ถามว่าตั้งแต่มีเรื่องนี้มีใครวิ่งเอาเงินมาให้เพื่อชะลอเรื่องบ้าง?

“ไม่มี...ผมไม่มีใครมาหานะ แต่คนอื่นไม่รู้ ผมยืนยันว่าเรามีหนังสือติดตามเรื่องตลอดเวลาตามขั้นตอนแต่ละครั้ง และเขาก็ได้รับ แต่เขาไม่เคยปฏิบัติเลย ขอยืนยันว่าไม่มีใครละเว้นการปฏิบัติหน้าที่ แต่ก็โดนสมาชิกฟ้องหาว่าละเว้นการปฏิบัติหน้าที่รวมกว่า 151คดี”

นี่คือความจริงอันน่าตื่นตระหนกของสหกรณ์เครดิตยูเนี่ยนคลองจั่น ที่มีการยักยอกถ่ายเทเงินเป็นหมื่นล้าน

ข่าวล่าสุด

IMF 2026 เปิดมุมพักผ่อนคู่สมรสผู้นำโลก ดันธุรกิจไลฟ์สไตล์ไทย

IMF 2026 เปิดมุมพักผ่อนคู่สมรสผู้นำโลก ดันธุรกิจไลฟ์สไตล์ไทย