posttoday
ถอดรหัสความสำเร็จ  ปั้นเอสเอ็มอีตีตลาดลุ่มน้ำโขง

ถอดรหัสความสำเร็จ ปั้นเอสเอ็มอีตีตลาดลุ่มน้ำโขง

13 มีนาคม 2558

ประเทศในลุ่มน้ำโขงอย่างลาว กัมพูชา และเวียดนาม คือตลาดและโอกาสที่ผู้ประกอบการไทยจะต้องให้ความสนใจมากขึ้น

โดย...ชลธิชา ภัทรสิริวรกุล

ประเทศในลุ่มน้ำโขงอย่างลาว กัมพูชา และเวียดนาม คือตลาดและโอกาสที่ผู้ประกอบการไทยจะต้องให้ความสนใจมากขึ้น เพราะเมื่อไล่ดูแล้วจะพบว่า มูลค่าการส่งออกไปตลาดลุ่มน้ำโขงเมื่อรวมประเทศอาเซียนอื่นแล้ว  มีขนาดเท่ากับการส่งออกไปยังตลาดยุโรปหรือสหรัฐอเมริกาด้วยซ้ำ

เรื่องนี้ได้รับการยืนยันจาก โฆสิต ปั้นเปี่ยมรัษฎ์ ประธานกรรมการบริหาร ธนาคารกรุงเทพ ในงานสัมมนาเรื่อง “ไทยกับประเทศลุ่มน้ำโขง” ที่จัดโดยธนาคารกรุงเทพและชมรมบัวหลวงเอสเอ็มอี ว่า ประเทศในอนุภูมิภาคลุ่มน้ำโขง หรือ “จีเอ็มเอส” ที่เป็นส่วนหนึ่งของประชาคมอาเซียน  กลายเป็นตลาดและโอกาสของผู้ประกอบการไทย เพราะเป็นตลาดใหญ่ขนาด 350 ล้านคน และเศรษฐกิจของประเทศเหล่านี้กำลังเติบโตอย่างรวดเร็วเหมือนกับไทยเมื่อหลายสิบปีก่อน

“นี่เป็นโอกาสที่จะมีความสำคัญมากขึ้นเรื่อยๆ โดยเฉพาะกับเอสเอ็มอี ที่ผ่านมาเห็นผู้ประกอบการไทยหลายคนที่มองเห็นและหยิบโอกาสนี้มาใช้จนประสบความสำเร็จ แต่ถ้ามองตลาดจีเอ็มเอสฉาบฉวยแบบตีหัวเข้าบ้านคงไม่ได้ เพราะต้องมองว่าประเทศเหล่านี้จะโตขึ้นเรื่อยๆ และไทยก็จะโตตามไปด้วย” โฆสิต ระบุ

ทั้งนี้ สิ่งที่ผู้ประกอบการไทยจะต้องปรับตัว เพื่อเพิ่มโอกาสในตลาดแห่งนี้ คือ “ทัศนคติ” ที่ต้องเปลี่ยนจากมองกันเป็น “คู่แข่ง” เป็น “คู่ค้า” ขณะที่การจะเข้าไปใช้ประโยชน์จากเพื่อนบ้าน ไทยก็ต้องมีความสามารถพอ เช่น การมีองค์ความรู้ (โนว์ฮาว) มีทุนและความสามารถในการบริหารจัดการ หรือพยายามทำตัวเองให้มีประโยชน์มากที่สุด เพื่อให้เข้าไปลงทุนทำธุรกิจในประเทศเพื่อนบ้านได้อย่างยั่งยืน

อีกเรื่องที่ผู้ประกอบการไทยต้องปรับคือ “หลักการ” ที่ห้ามคิดทำธุรกิจแบบฉาบฉวย ซึ่งวิธีการคือ 1.ต้องทำให้ธุรกิจภายในประเทศตัวเองดีก่อน เพราะหากในประเทศยังไม่ดี ก็ไม่มีประโยชน์ที่จะออกไปทำตลาดต่างประเทศ 2.ต้องเข้าใจผู้บริโภคว่าคิดอย่างไร เพราะถ้าไม่เข้าใจก็ทำตลาดไม่ได้ และ 3.ต้องมีคุณธรรมในการทำธุรกิจ เพราะเป็นหนทางที่ดีที่สุดในการสร้างความเชื่อมั่นในการทำธุรกิจและหาพันธมิตรที่ดี

สอดคล้องกับนักธุรกิจรุ่นเก๋าอย่าง บุญเกียรติ โชควัฒนา กรรมการผู้อำนวยการและประธานกรรมการบริหาร บริษัท ไอ.ซี.ซี.อินเตอร์เนชั่นแนล ที่มองว่าการเข้าไปค้าขายในประเทศลุ่มน้ำโขงจะต้องมีพันธมิตรที่ดี เพราะประเทศเหล่านี้กฎเกณฑ์ยังไม่นิ่งและอาจมีความคลุมเครือ ดังนั้นการมีพันธมิตรที่ดีคอยให้คำปรึกษาก็จะทำให้มั่นใจในการเข้าไปทำธุรกิจมากขึ้น ที่สำคัญต้องเข้าใจลูกค้าและ
ผู้บริโภคประเทศนั้นๆ ด้วย

“การจะหาพันธมิตรที่ดีได้นั้น จะต้องไม่โลภ เพราะเมื่อไม่โลภก็จะมีสติใช้พิจารณาว่าพันธมิตรรายดังกล่าวเหมาะสมกับธุรกิจหรือไม่ โดยอาจต้องยอมเสียเปรียบนิดหน่อยแต่ธุรกิจอยู่ได้อย่างยั่งยืน ดีกว่าได้กำไรแต่ธุรกิจอยู่ไม่ได้” บุญเกียรติ กล่าว

ขณะที่ สุภชัย วีระภุชงค์ รองกรรมการผู้จัดการ บริษัท ไทยนครพัฒนา ชี้ให้เห็นถึงความได้เปรียบของผู้ประกอบการไทยในตลาดเพื่อนบ้านคือ การมีประเพณีและวัฒนธรรมคล้ายกัน นักธุรกิจที่เข้าไปทำธุรกิจในประเทศเพื่อนบ้านอาเซียน ส่วนใหญ่เป็นนักธุรกิจเชื้อสายจีน หากผู้ประกอบการคนใดสามารถพูดภาษาจีนได้ก็สามารถเข้าไปทำธุรกิจได้

นอกจากนี้ คนรุ่นใหม่มีทัศนคติที่เปลี่ยนไป ไม่ใส่ใจกับอดีตเหมือนกับคนรุ่นก่อน จึงทำให้มุมมองที่ว่าเป็นคู่แข่งกันเปลี่ยนไป อีกทั้งสินค้าไทยยังได้รับการยอมรับในอาเซียนด้วย

สุภชัยถ่ายทอดประสบการณ์จากการทำธุรกิจจนประสบความสำเร็จว่า ธุรกิจอยู่ได้ เพราะมีความจริงใจกับเพื่อนร่วมงานและคู่ค้า ซึ่งหลักการนี้พิสูจน์แล้วว่า ไม่ว่าจะออกไปทำธุรกิจที่ประเทศไหนก็ไม่มีทางล้มเหลว และต้องมีศรัทธากับงานที่ทำ เพราะเมื่อมีศรัทธา แรงบันดาลใจในการทำธุรกิจให้ดีก็จะมา

ขณะเดียวกัน สุภชัย ชี้ว่า กัมพูชาเป็นอีกประเทศที่น่าสนใจเข้าไปทำธุรกิจ โดยเฉพาะเอสเอ็มอี เพราะรัฐบาลกำลังปรับปรุงกฎหมาย เพื่อดึงดูดการลงทุน ล่าสุดมีนักลงทุนญี่ปุ่นจำนวนมากที่สนใจเข้ามาปักหลักทำธุรกิจในกัมพูชา เพื่อใช้สิทธิประโยชน์ในการส่งออกและแรงงาน

นอกจากนี้ กัมพูชายังมีนิคมอุตสาหกรรมต่างๆ รองรับการลงทุนต่างชาติอยู่แล้ว ขณะที่ราคาที่ดินในประเทศเพื่อนบ้านยังถูกมาก ซึ่งอนาคตความเจริญอาจข้ามจากชายแดนไทยเข้าไปอยู่ในฝั่งประเทศเพื่อนบ้านแทนได้

ข่าวล่าสุด

IMF-เฟด ชมไทย วินัยการคลังเหมาะสม ยก "นกกระซิบ-Bangkok Blueprint" ต้นแบบ

IMF-เฟด ชมไทย วินัยการคลังเหมาะสม ยก "นกกระซิบ-Bangkok Blueprint" ต้นแบบ