posttoday
โอกาสธุรกิจไทย สยายปีกอาเซียนเก่า

โอกาสธุรกิจไทย สยายปีกอาเซียนเก่า

11 มีนาคม 2558

โดย...ทีมข่าวประชาคมอาเซียน

โดย...ทีมข่าวประชาคมอาเซียน

นอกจากประเทศกลุ่มซีแอลเอ็มวีที่เป็นปลายทางการลงทุนเนื้อหอมในขณะนี้แล้ว ประเทศอื่นๆ ในอาเซียนก็มีโอกาสการลงทุนที่เย้ายวนใหญ่ไม่น้อยเหมือนกัน

ชลิต เตชัสอนันต์ ผู้จัดการธนาคารกรุงเทพ สาขาจาการ์ตา ประเทศอินโดนีเซีย ชี้ว่า อุตสาหกรรมที่น่าลงทุนในอินโดนีเซียขณะนี้ อุตสาหกรรมกลุ่มปลายน้ำ การแปรรูปวัตถุดิบต่างๆ เพราะอินโดนีเซียเป็นประเทศที่มีทรัพยากรธรรมชาติมหาศาล ขณะที่ธุรกิจโลจิสติกส์ การขนส่งและบริหารคลังสินค้า และธุรกิจเทรดดิ้ง ก็น่าสนใจไม่แพ้กัน

“ธุรกิจที่ผู้ประกอบการไทยสามารถเข้าไปลงทุนได้ ผมมองว่า ธุรกิจอะไหล่รถยนต์ ธุรกิจปลายน้ำด้านพืชไร่ อาหาร การแปรรูป การเข้าไปหาวัตถุดิบต่างๆ เป็นกลุ่มที่น่าสนใจลงทุน”

สำหรับผู้ที่สนใจเข้าไปลงทุนนั้น ชลิต แนะนำว่า ควรติดตามเรื่องกฎเกณฑ์ต่างๆ ของอินโดนีเซียอยู่เสมอ โดยสามารถดูข้อมูลได้ที่เว็บไซต์คณะกรรมการประสานงานการลงทุนอินโดนีเซีย หรือ bkpm.go.id ได้ พร้อมกันนี้จะต้องศึกษาเรื่องทำเลหากต้องการไปตั้งโรงงานผลิตสินค้า ต้องดูว่ามีสาธารณูปโภคขั้นพื้นฐานพร้อมหรือไม่ เพราะบางพื้นที่ยังมีปัญหาเรื่องไฟฟ้าไม่เพียงพอ และในส่วนของผู้ประกอบการรายเล็กจะต้องพิจารณาศักยภาพและความพร้อมของตนเองก่อนว่าสามารถออกไปขยายธุรกิจในอาเซียนได้หรือไม่ด้วย

ดุษฎี เขมะพันธุ์มนัส ผู้จัดการสาขามะนิลา ประเทศฟิลิปปินส์ ของธนาคารกรุงเทพ กล่าวว่า ปัจจุบัน สาขามะนิลา มีลูกค้าในพอร์ตเป็นบริษัทท้องถิ่นประมาณ 70% ส่วนมากจะอยู่ในกลุ่มเกษตรและอาหาร ขณะที่อีก 30% เป็นเอกชนไทยที่เข้าไปลงทุนในฟิลิปปินส์

สำหรับกลุ่มธุรกิจที่จะเป็นโอกาสลงทุนของผู้ประกอบการไทย คือ ธุรกิจท่องเที่ยว ซึ่งคนไทยมีความเชี่ยวชาญอยู่แล้ว นอกจากนี้ก็จะมีธุรกิจร้านอาหาร ชิ้นส่วนรถยนต์ และอุตสาหกรรมพลังงานทดแทน

ด้านปัญหาการลงทุนในฟิลิปปินส์นั้น ดุษฎี มองว่า โครงสร้างพื้นฐานเป็นปัญหาสำคัญ ภูมิประเทศของฟิลิปปินส์เป็นเกาะทำให้การเดินทางยังไม่สะดวกนัก ถนนไม่เพียงพอ ท่าเรือมีขนาดเล็ก ส่วนค่าไฟฟ้าก็แพงกว่าไทยประมาณ 2-3 เท่า นอกจากนี้ยังมีปัญหาเรื่องการลักลอบขนสินค้าระหว่างเกาะด้วย หากสนใจเข้าไปลงทุนก็จะต้องศึกษาเรื่องนี้ให้ดี

เจริญลาภ ธรรมาณิชานนท์ ผู้จัดการทั่วไป ธนาคารกรุงเทพ สาขาสิงคโปร์ เล่าว่า สาขาที่สิงคโปร์ดำเนินการมากว่า 60 ปีแล้ว บริษัทไทยที่เข้ามาลงทุนส่วนใหญ่เป็นบริษัทขนาดกลางและขนาดใหญ่ มักเข้ามาตั้งฐานในสิงคโปร์เพื่อดำเนินการ 2 รูปแบบ 1.บริษัทซื้อมาขายไป (เทรดดิ้ง) ทั้งกลุ่มสินค้าเกษตร สินค้าอุปโภคบริโภคทั่วไป ตลอดจนปิโตรเคมี  และ 2.บริษัทโฮลดิ้งถือหุ้นของบริษัทที่ดำเนินธุรกิจในประเทศอื่น มีกลุ่มธุรกิจขนาดเล็กเข้ามาบ้าง แต่ไม่มาก เช่น ธุรกิจไอที ธุรกิจบริการที่ปรึกษา

ในด้านการเงิน กฎระเบียบการปล่อยสินเชื่อของไทยกับสิงคโปร์นั้นคล้ายคลึงกัน แต่เรื่องการเคลื่อนย้ายเงินเข้า-ออกประเทศนั้น ในสิงคโปร์ทำได้คล่องตัวกว่ามาก ซึ่งถือเป็นปัจจัยบวกสำหรับนักลงทุน

“สิงคโปร์ยังมีปัจจัยบวกอีกมาก ทั้งเรื่องกำลังซื้อ มุมมองต่อสินค้าไทย ที่สำคัญยังเป็นประเทศที่เหมาะดำเนินธุรกิจซื้อมาขายไประหว่างประเทศ และเป็นห่วงโซ่การผลิตสำหรับบางอุตสาหกรรมที่ต้องใช้วัตถุดิบจากสิงคโปร์ด้วย”

ชัยพร ชินะประยูร ผู้จัดการธนาคารกรุงเทพ สาขากัวลาลัมเปอร์ มาเลเซีย เล่าว่า อัตราดอกเบี้ยเงินกู้ของมาเลเซียอยู่ในระดับไล่เลี่ยกับไทยที่ 6-8% ปัจจุบันบริษัทไทยที่เข้ามายังเป็นบริษัทขนาดกลางและขนาดใหญ่ แต่ประเมินว่าอนาคตจะมีโอกาสของบริษัทขนาดเล็กที่สนใจเข้ามาลงทุนร้านอาหารไทย และธุรกิจบริการอื่นๆ ที่มีมาตรฐานฮาลาล

ข่าวล่าสุด

IMF-เฟด ชมไทย วินัยการคลังเหมาะสม ยก "นกกระซิบ-Bangkok Blueprint" ต้นแบบ

IMF-เฟด ชมไทย วินัยการคลังเหมาะสม ยก "นกกระซิบ-Bangkok Blueprint" ต้นแบบ