
จีนก้าวสู่มหาอำนาจเศรษฐกิจดิจิทัล
โดย...ยุทธศักดิ์ คณาสวัสดิ์
โดย...ยุทธศักดิ์ คณาสวัสดิ์
ในอดีตจีนได้ปฏิวัติอุตสาหกรรมมาแล้ว 2 ครั้ง ครั้งแรกหลังพรรคคอมมิวนิสต์ขึ้นครองอำนาจในปี 2492 โดยได้รับความช่วยเหลือจากสหภาพโซเวียตในการก่อตั้งโรงงานอุตสาหกรรมหนัก ต่อมาได้ปฏิวัติอุตสาหกรรมครั้งที่ 2 ตามนโยบาย 4 ทันสมัย ของนายเติ้งเสี่ยวผิง หลังเปิดประเทศเมื่อปี 2521 ทำให้พัฒนาประเทศอย่างรวดเร็วจนกลายเป็นเศรษฐกิจใหญ่อันดับ 2 ของโลก
ในปัจจุบันนับเป็นการปฏิวัติอุตสาหกรรมครั้งที่ 3 ของจีน ไปสู่นวัตกรรมและความคิดสร้างสรรค์ โดยมีเป้าหมายเพื่อก้าวทันประเทศพัฒนาแล้วภายในปี 2563 และในที่สุดก้าวขึ้นเป็นอันดับ 1 ของโลกด้านวิทยาศาสตร์และเทคโนโลยีภายในปี 2592 ซึ่งจีนกำลังมาแรงด้านเศรษฐกิจดิจิทัล
ประการแรก ด้านฮาร์ดแวร์เดิมจีนเป็นเพียงแค่รับจ้างผลิตสินค้าไฮเทคให้แก่แบรนด์ต่างชาติ แต่ปัจจุบันผลิตภายใต้แบรนด์ของตนเองจำนวนมาก เช่น บริษัท เลอโนโว ของจีนเป็นผู้ผลิตคอมพิวเตอร์รายใหญ่ที่สุดของโลก บริษัท หัวเหว่ย ของจีนนับเป็นผู้ผลิตอุปกรณ์โทรคมนาคมรายใหญ่อันดับ 2 ของโลก รองจากอีริคสัน ของสวีเดน สำหรับโทรศัพท์มือถือแม้แอปเปิ้ลของสหรัฐและซัมซุงของเกาหลีใต้จะเป็นผู้ผลิตรายใหญ่ 2 อันดับแรกของโลก แต่ผู้ผลิตรายใหญ่ 10 อันดับแรกของโลก เป็นบริษัทจีนมากถึง 6 บริษัท โดยแบรนด์จีนมีส่วนแบ่งตลาดรวมกันมากกว่า 32% มากที่สุดในโลก
ประการที่สอง ด้านซอฟต์แวร์ปัจจุบันพัฒนาขึ้นมากเนื่องจากตลาดเทคโนโลยีสารสนเทศภายในประเทศเติบโตอย่างรวดเร็ว ทำให้อุปสงค์ต่อซอฟต์แวร์ที่พัฒนาภายในประเทศจีนเพิ่มขึ้นมาก ขณะเดียวกันจีนมีจุดแข็งคือ มีบุคลากรจำนวนมากที่ทำงานด้านนี้ โดยจากทั่วโลกมีนักพัฒนาซอฟต์แวร์ 18.5 ล้านคน ทำงานในสหรัฐมากที่สุด สัดส่วน 19% จีนตามมาอันดับ 2 สัดส่วน 10%
ประการที่สาม ด้านโครงสร้างพื้นฐาน เครือข่ายอินเทอร์เน็ตแบบบรอดแบนด์และเครือข่ายโทรศัพท์มือถือ 4G ของจีนพัฒนารวดเร็วมาก ปัจจุบันจีนมีผู้ใช้บริการอินเทอร์เน็ตมากถึง 700 ล้านคน คิดเป็นสัดส่วนครึ่งหนึ่งของประชากรทั้งหมด
ประการที่สี่ การพัฒนาพาณิชย์อิเล็กทรอนิกส์ของจีนรวดเร็วมาก เช่น ชาวจีนซื้อสินค้าและบริการออนไลน์มูลค่ามากถึง 9.5 ล้านล้านบาทในปี 2556 คิดเป็นสัดส่วน 7-8% ของมูลค่าค้าปลีกทั้งหมด โดยผู้ให้บริการอีคอมเมิร์ซรายใหญ่ของโลกคือ อาลีบาบา ที่เริ่มขยายบริการนอกประเทศจีนเป็นช่องทางให้เอสเอ็มอีของจีนส่งสินค้าไปทั่วโลก
จุดอ่อนสำคัญของจีนคือ เซมิคอนดักเตอร์ หรือชิป ซึ่งเป็นหัวใจสำคัญของอุปกรณ์ไฮเทคต้องนำเข้าจากต่างประเทศมากกว่า 90% ของความต้องการทั้งหมดมูลค่านำเข้าปีละกว่า 5 ล้านล้านบาท ที่ผ่านมา รัฐบาลจีนพยายามพัฒนาผู้ผลิตเซมิคอนดักเตอร์ในประเทศ รวมถึงจูงใจให้ต่างชาติเข้าไปตั้งฐานผลิตเซมิคอนดักเตอร์ เช่น ซัมซุงลงทุนถึง 2.3 แสนล้านบาท ก่อสร้างโรงงานเวเฟอร์วงจรรวมที่นครซีอาน สร้างงานมากถึงหมื่นคน เปิดเมื่อปี 2557
รัฐบาลจีนตั้งเป้าหมายว่าในอีกไม่กี่ปีข้างหน้า จะต้องเริ่มตามทันด้านเทคโนโลยี จากนั้นจะก้าวไปสู่เป้าหมายสูงสุดคือ เป็นผู้นำของโลกในด้านเซมิคอนดักเตอร์ภายในปี 2573







