
ตลาดหุ้นยังคง ไม่มีข่าวดี และเลือก รับรู้แต่ข่าวร้าย
โดย...จิตรา อมรธรรม
โดย...จิตรา อมรธรรม
อังคารที่แล้วเพิ่งจะบอกว่าตลาดหุ้นรับรู้ข่าวร้ายไปมากแล้ว แต่ในช่วงสัปดาห์ที่ผ่านมาดัชนียังไหลลงอีก 45 จุด ไปทำจุดต่ำสุดที่ 1,545 จุด เมื่อวันพฤหัสบดีที่ 5 มี.ค. และเมื่อวานนี้ดัชนีเคลื่อนไหวอยู่ในแดนลบตลอดทั้งวันสะท้อนข่าวดีของตลาดแรงงานของสหรัฐที่มีการจ้างงานมากเกินคาด ซึ่งกลายเป็นข่าวร้ายของตลาดหุ้น เพราะนักลงทุนมองข้ามช็อตว่า ธนาคารกลางสหรัฐอาจปรับขึ้นอัตราดอกเบี้ยนโยบายเร็วกว่าที่คาดไว้ (เดิมคาดประมาณปลายปีนี้)
ในขณะที่ตลาดหุ้นบ้านเรายังไม่มีข่าวดีอะไรใหม่ๆ โดยเฉพาะการประมูลงานขนาดใหญ่ของภาครัฐที่ทุกฝ่ายต่างรอคอย จะมีก็เพียงการประชุม กนง. ในวันพรุ่งนี้ (พุธที่ 11 มี.ค.) ที่ตลาดเริ่มคาดกันมากขึ้นว่าอัตราดอกเบี้ยนโยบายของเราปัจจุบันที่ 2% มีโอกาสปรับลง อย่างไรก็ตาม บล.ฟินันเซีย ไซรัส คาดว่า กนง.น่าจะคงอัตราดอกเบี้ยที่ระดับเดิม เพราะการปรับลดลง 0.25-0.50% ไม่ช่วยกระตุ้นเศรษฐกิจ หากไม่มีข่าวดีเรื่องการลดดอกเบี้ย ตลาดหุ้นก็น่าจะแกว่งตัวซึมๆ ออกด้านข้างรอข่าวดีใหม่ๆ
ASK สำหรับสัปดาห์นี้ขอพูดถึง ASK ที่เมื่อวานขึ้นเครื่องหมาย XD จ่ายเงินปันผลหุ้นละ 1.30 บาท แต่ราคาหุ้นปรับลง 1.60 บาท ทำให้ในแง่ P/E ที่ถูกอยู่แล้วยิ่งถูกลงไปอีก โดยมี P/E สิ้นปีนี้เพียง 10 เท่า นับเป็นหุ้นพื้นฐานดีบริษัทหนึ่งที่นักลงทุนสามารถหาจังหวะ (แบบไม่รีบร้อนเพราะเพิ่งปันผลไปหมาดๆ) ซื้อเพื่อลงทุนระยะยาวได้ โดยราคาพื้นฐานปีนี้อยู่ที่ 27 บาท ทั้งนี้กำไรในไตรมาส 4 ของปี 2557 ที่ผ่านมา ทำได้เกินคาดโดยเพิ่มขึ้น 3.6% Q-Q และ 7.6% Y-Y จากการตั้งสำรองค่าเผื่อหนี้สูญที่น้อยกว่าคาด หากตัดรายการดังกล่าวออกไป กำไรจากการดำเนินงานหลักถือว่าใกล้เคียงคาด ซึ่งนับว่าแข็งแกร่งกว่ากลุ่มเช่าซื้อรถด้วยกัน เพราะยังเห็นการขยายตัวของสินเชื่อ
ทั้งนี้ เป็นผลจากกลยุทธ์ของ ASK ที่หันไปเน้นทำสินเชื่อรถบรรทุกมากขึ้น และทำให้ยังสามารถรักษาส่วนต่างอัตราดอกเบี้ยไว้ที่ 4.5% ได้ ภาพรวมทั้งปี 2557 กำไรขยายตัวเพิ่มขึ้น 4.7% สำหรับกำไรในไตรมาสแรกของปีนี้ เราคาดว่าน่าจะยังได้เห็นกำไรในระดับสูงใกล้เคียงไตรมาสก่อนจากการปล่อยสินเชื่อที่ยังทำได้ใกล้เคียงกัน
เราเพิ่งปรับเพิ่มประมาณการกำไรในปี 2558 ขึ้น 5% เป็น 760 ล้านบาท คิดเป็นอัตราการเติบโต 13% โดยปรับเพิ่มสมมติฐานการขยายตัวของสินเชื่อ ลดการตั้งสำรองฯ ตามภาวะเศรษฐกิจที่ค่อยๆ ฟื้นตัว ขณะที่คุณภาพสินทรัพย์ของ ASK แข็งแกร่งอยู่แล้ว กล่าวคือ ยอดค้างชำระมากกว่า 6 เดือนของสินเชื่อเช่าซื้ออยู่ที่ระดับต่ำเพียง 0.68% ของสินเชื่อรวม และมีอัตราการตั้งสำรองฯ ต่อหนี้ที่ไม่ก่อให้เกิดรายได้สูงถึง 160% นอกจาก ASK จะน่าสนใจในแง่ธุรกิจและความถูกของราคาหุ้นแล้ว ยังเป็นหุ้นที่จ่ายปันผลสม่ำเสมอปีละครั้ง และให้อัตราผลตอบแทนปีละประมาณ 6-7%
KAMART อีกหนึ่งบริษัทที่จะกล่าวถึงคือ KAMART เป็นการข้ามห้วยจากธุรกิจเช่าซื้อมาเป็นธุรกิจที่เกี่ยวกับเครื่องสำอาง อันที่จริงเราชอบ BEAUTY มาก แต่ราคาหุ้นขยับขึ้นทำ New High และยังพักตัวลงมาไม่มากนัก ในขณะที่ KAMART ซึ่งราคาหุ้นวิ่งล้าหลังกว่ามาก แต่ในแง่พื้นฐานธุรกิจ ไม่ถือว่าขี้เหร่ สำหรับผลประกอบการไตรมาส 4 ที่ผ่านมา ที่ขาดทุนสุทธิ 21 ล้านบาท เป็นเพราะมีการบันทึกผลขาดทุนในการขายอุปกรณ์ตามสัญญาปรับปรุงโครงข่ายโทรศัพท์เคลื่อนที่ระบบ 470 MHz ให้เป็นระบบ CDMA2000 1X ที่ทำกับ TOT สมัยเป็น DISTAR เมื่อปี 2548 จำนวน 74 ล้านบาท
ปัจจุบันเรื่องยังอยู่ที่ศาลปกครองกลาง และด้วยความที่เป็นอุปกรณ์ล้าสมัยเร็ว ทำให้ KAMART ต้องบันทึกด้อยค่าทุกปี แม้จะช่วยประหยัดภาษี แต่ก็ทำให้งบการเงินไม่สามารถสะท้อนธุรกิจเครื่องสำอางได้อย่างแท้จริง จึงมีการจำหน่ายอุปกรณ์ดังกล่าวออกไปทั้งหมด ส่งผลให้กำไรทั้งปีของปี 2557 ลดลง 42% เหลือ 92 ล้านบาท แต่หากดูเฉพาะรายได้ของธุรกิจเครื่องสำอางในไตรมาส 4/2557 ยังเติบโต 14% Q-Q และ 31% Y-Y สูงสุดเป็นประวัติการณ์
การกระทำดังกล่าวถือว่าเจ็บแต่จบ นักวิเคราะห์ของเราจึงคาดว่ากำไรในปี 2558 จะโตก้าวกระโดด 142% เป็น 223 ล้านบาท การรุกช่องทาง Modern Trade การกลับมาเพิ่มสาขา KARMARTS SHOP การเปิดตลาดในประเทศจีน รวมถึงการออกสินค้าใหม่ที่ผลิตเอง ขณะที่ในปี 2559-2560 คาดว่ากำไรจะเติบโตต่อเนื่องเฉลี่ยปีละ 21% ราคาหุ้นปัจจุบันคิดเป็น P/E เพียง 22 เท่า ต่ำกว่า BEAUTY ที่ 33 เท่า และต่ำกว่ากลุ่มค้าปลีกที่ 27 เท่า ขณะที่ Growth Story น่าสนใจในฐานะที่เป็นหุ้น Turnaround เราประเมินราคาพื้นฐานของปีนี้ที่ 9 บาท







