posttoday
ชิ้นส่วนยานยนต์เดินกลยุทธ์ รับรถยนต์ฟื้น

ชิ้นส่วนยานยนต์เดินกลยุทธ์ รับรถยนต์ฟื้น

10 มีนาคม 2558

ปี 2558 คนในอุตสาหกรรมรถยนต์ประสานเสียงว่า ยอดผลิตรถยนต์จะฟื้นตัวคาดเป้าหมายการผลิตรวมทั้งหมด 2.15 ล้านคัน เพิ่มขึ้นจากปีก่อนประมาณ 12% เห็นได้จากเดือน ม.ค.ยอดการผลิตรวม 166,260 คัน เพิ่มขึ้นจากช่วงเดียวกันของปีก่อน 2.22% สัญญาณที่ดีขึ้นอย่างชัดเจนทำให้ผู้ประกอบการผลิตชิ้นส่วนได้รับอานิสงส์อย่างชัดเจน แต่จะต้องใช้กลยุทธ์ต่างๆ เก็บเกี่ยวโอกาสที่ดีที่จะมาถึงให้มากที่สุด

ปี 2558 คนในอุตสาหกรรมรถยนต์ประสานเสียงว่า ยอดผลิตรถยนต์จะฟื้นตัวคาดเป้าหมายการผลิตรวมทั้งหมด 2.15 ล้านคัน เพิ่มขึ้นจากปีก่อนประมาณ 12% เห็นได้จากเดือน ม.ค.ยอดการผลิตรวม 166,260 คัน เพิ่มขึ้นจากช่วงเดียวกันของปีก่อน 2.22% สัญญาณที่ดีขึ้นอย่างชัดเจนทำให้ผู้ประกอบการผลิตชิ้นส่วนได้รับอานิสงส์อย่างชัดเจน แต่จะต้องใช้กลยุทธ์ต่างๆ เก็บเกี่ยวโอกาสที่ดีที่จะมาถึงให้
มากที่สุด

“เย็บ ซู ชวน” ประธานกรรมการ บริษัท อาปิโก ไฮเทค (AH) ให้สัมภาษณ์ว่า ในปีนี้ยอดผลิตรถยนต์จะเติบโตประมาณ 5-10% ค่ายใหญ่อย่างโตโยต้ามีแผนออกรถยนต์โมเดล 2 รุ่น คือ อีโคคาร์และกระบะ ซึ่งเป็นปัจจัยบวกต่อทั้งอุตสาหกรรมและ AH ส่งผลให้การใช้กำลังผลิตของโรงงานบริษัทเฉลี่ยเพิ่มขึ้นเป็นประมาณ 75% จากปีที่แล้วที่ประมาณ 70% สอดคล้องกับรายได้จะเติบโตประมาณ 15% และอัตรากำไรสุทธิน่าจะดีขึ้นเป็นราว 5% จากปีก่อนที่ทำได้ราว 3% ต่ำกว่าภาวะปกติ

ในปีนี้บริษัทจะใช้กลยุทธ์ผลิตสินค้าที่มีคุณภาพต่อเนื่อง ส่งผลให้จำนวนชิ้นส่วนของรถยนต์ต่อคันของโมเดลรุ่นใหม่มีโอกาสเพิ่มขึ้น ส่วนโมเดลเดิมที่ชะลอการผลิตไปน่าจะเร่งกลับมาผลิตมากขึ้นตามความต้องการที่เพิ่มขึ้นของทุกค่ายรถยนต์ ซึ่ง AH มีลูกค้าทุกแบรนด์และทุกรุ่นทั้งโตโยต้า ฮอนด้า นิสสัน มิตซูบิชิ อีซูซุ ฟอร์ด

นอกจากยังมีการรัดเข็มขัด ลดต้นทุนค่าใช้จ่ายทุกๆ ด้าน เช่น ต้นทุนการผลิตสินค้าตั้งเป้าจะลดลงราว 3% ของยอดขาย จากปี 2557 ที่ได้เพียง 1% ด้านพนักงานปัจจุบันที่มีประมาณ 4,000 คน กรณีลาออกไปหากเป็นตำแหน่งที่ไม่จำเป็นจะไม่รับใหม่เพราะบุคลากรมีสัดส่วนราว 10% ของต้นทุนรวม และต้นทุนวัตถุดิบมีสัดส่วนสูงสุดราว 70% จะมีการเจรจาต่อรองขอลดราคาเพื่อนำไปลดราคาสินค้าลงราว 1-2% ให้กับลูกค้าต่อ ซึ่งเป็นปกติของธุรกิจรับจ้างผลิต (OEM) ที่ทำทุกปีหากต้นทุนลดลงส่งผลให้ยอดขายปรับสูงขึ้นด้วย

สำหรับการลงทุนใน 5 ปี (2558-2562) บริษัทจะเร่งหาโอกาสการลงทุนทุกรูปแบบ ทั้งการซื้อกิจการ ลงทุนใหม่และร่วมทุนซึ่งจะใช้ในต่างประเทศเป็นหลัก สร้างธุรกิจมีขนาดใหญ่แข็งแรงขึ้น ตามเป้าหมายในปี 2563 รายได้จะเติบโตเป็น 2 เท่าตัว จากปี 2557 ส่วนอัตรากำไรสุทธิจะเพิ่มเป็นประมาณ 10% จึงต้องหาตลาดใหม่ๆ เพื่อให้รายได้จากต่างประเทศมีสัดส่วนเพิ่มเป็นประมาณ 30-40% ในปี 2563 และเพิ่มเป็น 50% เท่ากับรายได้ในประเทศในอนาคต

แผนเพิ่มตลาดต่างประเทศใหม่ๆ โดยเข้าร่วมทุนกับพันธมิตรเปิดโรงงานผลิต โดยบริษัทจะถือหุ้นไม่น้อยกว่า 25% เพื่อสนับสนุนการผลิตของค่ายรถยนต์ลูกค้า คืออินเดียและมาเลเซีย คาดจะสรุปการลงทุนในครึ่งปีแรก และเพิ่มตลาดอินโดนีเซีย จากปัจจุบันที่มีตลาดจีน ส่งผลดีให้ระยะยาวกระจายตลาดใน 5 ประเทศเหมือนมี 5 ขาที่ยืนได้อย่างแข็งแรง

“ธุรกิจยานยนต์ทำยากขึ้นในอดีตเคยเป็นขาขึ้นต่อเนื่อง 5-7 ปี แต่ตอนนี้ผันผวนมากขึ้น มีความเสี่ยงมากขึ้น ดังนั้นมีโอกาสต้องสู้ใน 5 ปีจากนี้ธุรกิจ AH ต้องติดเครื่องเทอร์โบทุกๆ เรื่อง เริ่มจากปีนี้มีโอกาสลงทุนที่ไหน โดยเฉพาะต่างประเทศเพื่อให้การเติบโตเป็นไปตามเป้าหมายในปี 2563”

ด้านแหล่งเงินลงทุนมีความพร้อม ทั้งเงินกู้จากธนาคารพาณิชย์รวม 3,000 ล้านบาท ซึ่งพร้อมปล่อยกู้ทั้ง 100% ในบางดีลในการเข้าซื้อกิจการและแผนจะออกหุ้นกู้ครั้งแรก หลังผู้ถือหุ้นอนุมัติวงเงินไว้ 1,500 ล้านบาท อายุ 5 ปี อัตราดอกเบี้ยต่ำกว่า 5% เพื่อล็อกต้นทุนทางการเงิน

“ประสงค์ อดุลยรัตนนุกุล” ประธานเจ้าหน้าที่บริหาร บริษัท พี.ซี.เอส.แมชีน กรุ๊ปโฮลดิ้ง (PCSGH) ให้สัมภาษณ์ว่า ในปีนี้อุตสาหกรรมรถยนต์จะฟื้นตัวขึ้นแบบช้าๆ จากปีที่แล้วที่ยอดผลิตลดลงค่อนข้างแรงเหลือประมาณ 1.9 ล้านคัน ส่งผลกระทบต่อบริษัทเพราะธุรกิจต้องใช้เงินลงทุนที่สูงลงทุนเมื่อรับงานหรือมีโอกาสได้งาน จึงเป็นภาระที่ต้องแบกโดยเฉพาะค่าเสื่อมที่เพิ่มขึ้นต่อเนื่อง สวนทางกับยอดขายที่ลดลงตามอุตสาหกรรม ส่วนปี 2558 คาดยอดขาย PCSGH เบื้องต้นจะเติบโตไม่ถึง 10% เพราะยอดขายหลักมาจากกลุ่มรถกระบะขนาด 1 ตันถึงประมาณ 90%

ดังนั้น แผนระยะยาว 5 ปีคือภายในปี 2562 วางกลยุทธ์แรกจะเพิ่มสัดส่วนยอดขายจากลูกค้านอกกลุ่มกระบะมากขึ้นเป็น 25% เพื่อกระจายความเสี่ยงและเพิ่มตลาดหลากหลาย ในชิ้นส่วนกลุ่มเหล็กและอะลูมิเนียมที่โรงงานมีศักยภาพปัจจุบันเริ่ิมมีลูกค้าทั้งรถยนต์นั่ง บิ๊กไบค์และรถบรรทุกขนาดใหญ่ นอกจากนั้นจะรับงานผลิตชิ้นส่วน ผลิตรถอีโคคาร์โมเดลใหม่

“5 ปีข้างหน้าเราตั้งเป้าจะรักษาอัตรากำไรสุทธิไว้เกิน 15% อัตรากำไรขั้นต้นต้องไม่ต่ำกว่า 20% รักษาค่าใช้จ่ายในการขายและบริหารไว้ที่ประมาณ 4% ต่อปี โดยอาศัยจุดแข็งสำคัญ คือการบริหารลดต้นทุนทั้งกิจกรรมภายใน การวิจัยต่อเนื่อง และใช้ระบบอัตโนมัติมาช่วยงานมากขึ้น เพื่อลดอัตราการสูญเสียและประสิทธิภาพการผลิตให้ดีขึ้น โดยเฉพาะในช่วงที่ยอดขายไม่โตจะเร่งทำหนักมากและเร็วขึ้น”

ตลาดที่สำคัญในอนาคต คือกลุ่มประเทศลุ่มแม่น้ำโขง (GMS) หลังเปิดเออีซี ซึ่งเป็นเหตุผลหลักที่บริษัทเข้าตลาดหลักทรัพย์แห่งประเทศไทย ซึ่งจะเห็นการลงทุนโครงสร้างพื้นฐานระหว่างกัน สร้างถนนเชื่อมต่อการเดินทางมากขึ้น ส่งผลให้ความต้องการรถยนต์ประเภทต่างๆ เติบโตขึ้นอย่างมาก สะท้อนจากข้อมูลหนึ่งที่น่าสนใจมาก คือการครองรถยนต์ของไทยปี 2556 จำนวน 207 คันต่อจำนวนประชาชน 1,000 คน ขณะที่ประเทศในกลุ่ม GMS อยู่ที่ 64 คัน

นโยบายการขยายการผลิตของบริษัทจะทำแบบอนุรักษนิยม คือ จะลงทุนตามคำสั่งของลูกค้า โมเดลแต่ละรุ่นจะมีการผลิตต่อเนื่องประมาณ 5-6 ปี ซึ่งลูกค้าจะแจ้งล่วงหน้า จึงไม่ต้องลงทุนโรงงานขยายกำลังการผลิตล่วงหน้า แต่หากลูกค้าต้องการชิ้นส่วนจำนวนมาก บริษัทพร้อมจะออกไปตั้งโรงงานในต่างประเทศทำเลใกล้เคียงกับโรงงานประกอบของลูกค้า ซึ่งบริษัทมีสถานะการเงินที่พร้อม มีเงินสดสุทธิพร้อมกู้เงินมาลงทุนได้และยังมีเงินสดอีกประมาณ 700 ล้านบาท

ฝั่งบริษัท ที.กรุงไทยอุตสาหกรรม (TKT) “จุมพล เตชะไกรศรี” ผู้ช่วยกรรมการผู้จัดการ ให้สัมภาษณ์ว่า บริษัทมีโตโยต้าเป็นลูกค้าหลักสูงถึงประมาณ 50% ของยอดขาย ซึ่งในปีนี้ลูกค้าของเราไม่ได้งานโตโยต้า คาดว่าในปีนี้ยอดขายจะลดลงประมาณ 10% แต่เรื่องการพึ่งพิงยอดขายจากโตโยต้ามากเกินไป คณะกรรมการพิจารณาความเสี่ยงมีความกังวลและจะพยายามลดสัดส่วนเหลือประมาณ 40%

“ปี 2558 เราปรับพอร์ตลูกค้า และปรับส่วนผสมการผลิตผลิตภัณฑ์ไปให้ความสำคัญกลุ่มชิ้นส่วนพลาสติกที่มีความยากขึ้น และทำให้อัตรากำไรขั้นต้นดีขึ้นอีก 2-4% จากปกติที่ทำได้เฉลี่ย13-15% โดยเริ่มได้
คำสั่งซื้อจากฟอร์ดแล้วจะเริ่มทยอยรับรู้รายได้ในช่วงปีหลังประมาณ 100 ล้านบาท  มีสัญญาผลิตประมาณ 6 ปีซึ่งจะรับรู้รายได้เต็มปีประมาณ 200 ล้านบาท”

นอกจากนั้น ในปี 2561 จะเพิ่มสัดส่วนการผลิตชิ้นส่วนที่มีอัตรากำไรขั้นต้นสูงเป็นประมาณ 60% จากปัจจุบันอยู่ที่ 10-20% ของยอดขาย โดยเริ่มที่ฟอร์ด และในช่วงกลางปีนี้น่าจะได้ข้อสรุปชิ้นส่วนโมเดลใหม่ของฟอร์ดอีก 1 รุ่นมูลค่าประมาณ 200 ล้านบาท/ปี สัญญา 6 ปี ซึ่งจะเริ่มรับรู้รายได้เข้ามาในปี 2560 และกำลังเจรจากับอีซูซุเพื่อทำชิ้นส่วนกลุ่มอัตรากำไรขั้นต้นสูงอีก 1 รุ่น ซึ่งน่าสรุปในปลายปีนี้ สนับสนุนยอดขายระหว่างปี 2559-2561 เติบโตได้ 10-20% ต่อปี

“ตอนนี้ TKT เริ่มดีลล่วงหน้าเพื่อหาออร์เดอร์ใหญ่ในระยะยาว จึงมองข้ามไปหารายได้ปี 2559-2560 ส่วนปีนี้อุตสาหกรรมฟื้นตัวอาจเข้าไปเก็บตกหายอดขายเข้ามาเสริม”

ข่าวล่าสุด

IMF-เฟด ชมไทย วินัยการคลังเหมาะสม ยก "นกกระซิบ-Bangkok Blueprint" ต้นแบบ

IMF-เฟด ชมไทย วินัยการคลังเหมาะสม ยก "นกกระซิบ-Bangkok Blueprint" ต้นแบบ