posttoday
ค้านรัฐเจรจาตรงเอกชนเดินรถไฟฟ้าสีน้ำเงินส่วนต่อขยาย

ค้านรัฐเจรจาตรงเอกชนเดินรถไฟฟ้าสีน้ำเงินส่วนต่อขยาย

10 มีนาคม 2558

สมาคมองค์การพิทักษ์รัฐธรรมนูญไทย ค้านรัฐบาลเจรจาตรงเอกชน ในการเดินรถไฟฟ้าสายสีน้ำเงินส่วนต่อขยาย ขู่ฟ้องศาลปกครอง

สมาคมองค์การพิทักษ์รัฐธรรมนูญไทย ค้านรัฐบาลเจรจาตรงเอกชน ในการเดินรถไฟฟ้าสายสีน้ำเงินส่วนต่อขยาย ขู่ฟ้องศาลปกครอง

เมื่อวันที่ 10 มี.ค. นายศรีสุวรรณ จรรยา เลขาธิการสมาคมองค์การพิทักษ์รัฐธรรมนูญไทย ได้เผยแพร่แถลงการณ์เรื่อง คัดค้านการเจรจาตรงรถไฟใต้ดินสายสีน้ำเงิน(ส่วนต่อขยาย)โดยไม่ใช้วิธีประมูลเข้าข่ายผิดกฎหมายร่วมทุนยัน/ถ้าไม่ทบทวนไปพบกันที่ศาลปกครอง โดยมีเนื้อหาดังนี้

กรณีที่มติคณะรัฐมนตรีเมื่อวันที่ 3 มีนาที่ผ่านมาอนุมัติให้มีการเจรจาตรงกับผู้ประกอบการรถไฟฟ้าใต้ดินรายเดิม ในการเดินรถโครงการรถไฟฟ้าสายสีน้ำเงินส่วนต่อขยายช่วงหัวลำโพง-บางแค และช่วงเตาปูน-ท่าพระ โดยไม่ให้มีการเปิดประมูลนั้น เป็นการดำเนินการที่ส่อพิรุธและเข้าข่ายขัดหรือแย้งต่อกฎหมายหลายประการ

ทั้ง ๆ ที่การเจรจากับเอกชนรายเดียวทำให้เอกชนมีอำนาจต่อรองสูง แตกต่างจากการประมูลราคาซึ่งจะต้องมีเอกชนหลายรายเข้าร่วมประมูลแข่งขันเสนอราคากัน ซึ่งโดยปกติการประกวดราคาจะได้ราคาที่ถูกกว่าการเจรจากับเอกชนรายเดียว ประมาณร้อยละ 15-20 ซึ่งทำให้รัฐใช้งบประมาณได้ประโยชน์สูงสุดมากกว่าการเจรจากับเอกชนรายเดียว แต่รัฐบาลกลับเลือกที่จะเจรจาซูเอี๋ยกับเอกชนเพียงรายเดียว อย่างมีพิรุธ

อีกทั้งการคัดเลือกให้เอกชนดำเนินการโครงการเดินรถไฟฟ้าสายสีน้ำเงินส่วนต่อขยาย บางซื่อ-ท่าพระ กับหัวลำโพง-บางแค ยังอยู่ระหว่างการพิจารณาของคณะกรรมการฯตามมาตรา 13 แห่งพระราชบัญญัติว่าด้วยการให้เอกชนเข้าร่วมงานหรือดำเนินการในกิจการของรัฐ พ.ศ.2535  (พรบ.ร่วมทุน 2535) ซึ่งเดิมเคยมีมติให้ดำเนินการคัดเลือกโดยวิธีประมูลตามพรบ.ร่วมทุน 2535 อยู่แล้ว จึงเป็นโครงการที่อยู่ในระหว่างขั้นตอนตามหมวด 2 การเสนอโครงการ หรือหมวด 3 การดำเนินโครงการฯแห่งพรบ.ร่วมทุน 2535 ให้หน่วยงานเจ้าของโครงการคือ รฟม.ปฏิบัติตามบทบัญญัติในหมวดดังกล่าวต่อไปจนกว่าจะแล้วเสร็จและจึงให้ดำเนินการในขั้นตอนต่อไปตาม พรบ.ร่วมทุน 2556

แต่ปรากฏว่าคณะกรรมการ รฟม.และผู้รับสัมปทานรายเดิม กลับดำเนินการให้มีการเจรจาตรงต่อกัน โดยผลักดันให้กระทรวงคมนาคมเสนอคณะรัฐมนตรีอนุมัติให้มีการเจรจาตรงกับผู้ประกอบการรายเดิม อันเป็นการขัดต่อ พรบ.ร่วมทุน 2556 ที่คณะกรรมการฯตามมาตรา 13 แห่ง พรบ.ร่วมทุน 2535 มีมติให้ดำเนินการคัดเลือกโดยวิธีประมูลตามพรบ.ร่วมทุน 2535 ก่อนหน้านี้แล้ว

สมาคมองค์การพิทักษ์รัฐธรรมนูญไทย จึงใคร่เรียกร้องมายังรัฐบาล กระทรวงคมนาคม และ รฟม. ว่าขอให้ทบทวนมติคณะรัฐมนตรีดังกล่าวโดยพลัน และให้หน่วยงานที่เกี่ยวข้องเปิดเผยข้อมูลที่เป็นข้อเท็จจริงและข้อกฎหมายที่ถูกต้อง เช่น ฐานะทางการเงินของบริษัทรายเดิมที่รัฐบาลจะเจรจาตรงนั้น (ข้อมูลในเวบไซด์ตลาดหลักทรัพย์แห่งประเทศไทย) สิ้นสุด ณ วันที่ 31 ธันวาคม 2557 พบว่าบริษัทรายเดิมดังกล่าวมีทุนจดทะเบียน 20,500 ล้านบาท แต่ขาดทุนสะสม 13,251 ล้านบาท รวมส่วนของผู้ถือหุ้น 8,301 ล้านบาท หนี้สินรวม 10,180 ล้านบาท สินทรัพย์รวม 18,482 ล้านบาท ซึ่งแสดงให้เห็นว่าบริษัทดังกล่าวมีปัญหาทางการเงิน เพราะฉะนั้นในการเจรจากับเอกชนดังกล่าว เอกชนต้องหวังประโยชน์ในการทำกำไรสูงสุดเพื่อลดผลขาดทุนสะสมให้ได้อย่างแน่นอน แล้วทำไมรัฐบาลจึงกล้าที่จะเดินหน้าเจรจาตรง หรือมีเบื้องหลังสิ่งใดที่ไม่เปิดเผยให้ประชาชนทราบ

อย่าให้กรณีดังกล่าวเกิดขึ้นซ้ำรอยเหมือนกับกรณีทางด่วนโทลเวย์ ที่ผู้ประกอบการรายเดียวกันจะขึ้นค่าบริการเช่นใด ประชาชนก็ไม่มีสิทธิคัดค้าน เพราะรัฐบาลผิดพลาดในระบบสัญญาไปก่อนหน้านี้แล้วนั่นเอง

เพื่อความโปร่งใสและให้ความเป็นธรรมแก่ทุกฝ่าย และเพื่อประโยชน์ของประเทศชาติและประชาชน รวมทั้งการใช้งบประมาณของรัฐที่มีมูลค่า 100,000 ล้านบาทซึ่งผลผูกพันรัฐในระยะยาว 20-30 ปี สมาคมองค์การพิทักษ์รัฐธรรมนูญไทยจึงใคร่เรียกร้องมายังรัฐบาล กระทรวงคมนาคม และรฟม. ให้มีการทบทวนกรณีดังกล่าวโดยด่วน และขอให้นายกรัฐมนตรี เสนอเรื่องดังกล่าวให้สำนักงานการตรวจเงินแผ่นดิน(สตง.)และคณะกรรมการป้องกันและปราบปรามการทุจริตแห่งชาติ(ป.ป.ช.)พิจารณาเรื่องดังกล่าวร่วมกันโดยปราศจากการแทรกแซง ใดๆให้เสร็จสิ้นโดยเร็วภายใน 3 เดือน ทั้งนี้เพื่อเป็นกรณีตัวอย่างที่ดีของรัฐบาลชุดปัจจุบันนี้ในการป้องกันและปราบปรามการทุจริตอันเป็นปัญหาใหญ่ของประเทศในขณะนี้

อนึ่งหากข้อเรียกร้องนี้ไม่เป็นผล สมาคมฯจำเป็นที่จะต้องนำความนี้ไปหาข้อยุติกันในชั้นศาลปกครองต่อไปแน่นอน

ข่าวล่าสุด

IMF 2026 เปิดมุมพักผ่อนคู่สมรสผู้นำโลก ดันธุรกิจไลฟ์สไตล์ไทย

IMF 2026 เปิดมุมพักผ่อนคู่สมรสผู้นำโลก ดันธุรกิจไลฟ์สไตล์ไทย