posttoday
คิดถึง...ระยอง

คิดถึง...ระยอง

09 มีนาคม 2558

เมื่อ 30 ปีก่อน ผมยังจำได้ว่า แม่มาปลุกผมตั้งแต่ตอนตี 4 ของเช้ามืดวันเสาร์ เตรียมออกไปปิกนิกที่ชายหาดแม่รำพึงอันเลื่องชื่อของ จ.ระยอง วันนั้นผมยังจำชายหาดทรายขาวที่แสนสะอาด น้ำทะเลอุ่นและใสมาก จนเห็นปลาตัวเล็กๆ

เมื่อ 30 ปีก่อน ผมยังจำได้ว่า แม่มาปลุกผมตั้งแต่ตอนตี 4 ของเช้ามืดวันเสาร์ เตรียมออกไปปิกนิกที่ชายหาดแม่รำพึงอันเลื่องชื่อของ จ.ระยอง วันนั้นผมยังจำชายหาดทรายขาวที่แสนสะอาด น้ำทะเลอุ่นและใสมาก จนเห็นปลาตัวเล็กๆ

ผมว่ายน้ำทะเลอย่างมีความสุขกับธรรมชาติที่สวยงามความทรงจำวันนั้นไม่เคยหายไปจากครอบครัวของเรา

เวลาล่วงเลยผ่านไป วันนี้ผมคิดถึง...ระยอง ในวันนั้นเหลือเกินครับ สภาพธรรมชาติสวยงามอย่างวันนั้น ปัจจุบันถูกบุกรุก โดยการพัฒนาอุตสาหกรรมขนาดใหญ่ทั่วพื้นที่ของจังหวัด

ผมและคนระยองไม่ปฏิเสธการพัฒนาอุตสาหกรรม เพราะเป็นส่วนสำคัญในการยกระดับเศรษฐกิจของไทย และเราก็คงยอมรับว่า ไม่มีอะไรในโลกนี้ที่จะได้มาโดยไม่สูญเสียสิ่งอื่นไป เพียงแต่ว่าเราเสียดายทรัพยากรธรรมชาติอันเป็นมรดกของชาติไทย ที่เราไม่อาจส่งต่อให้ลูกหลานรุ่นต่อไปในสภาพเดิมได้

ดูเหมือนว่า ความเปลี่ยนแปลงของ จ.ระยอง จะกลายเป็นคำถามที่ว่า หากเราจะพัฒนาอุตสาหกรรมเพื่อยกระดับเศรษฐกิจของชาติ จำเป็นจะต้องเอาทรัพยากรธรรมชาติไปแลกใช่หรือไม่! ผมเป็นคนหนึ่งที่จะตอบว่า “ไม่ใช่” เพราะเราน่าจะทำได้ดีกว่านี้ แม้ว่าการพัฒนาอุตสาหกรรมย่อมส่งผลกระทบ แต่ผลกระทบนั้นย่อมต้องถูกควบคุมให้อยู่ในระดับที่ไม่สร้างความเสียหายจนไม่สามารถเยียวยาได้

ผมได้อ่านผลศึกษาของนักวิจัยและของหน่วยราชการ พบว่า พื้นที่อุตสาหกรรมของระยองมีปัญหามลพิษทางอากาศสูงกว่าปกติ และพบผู้ป่วยที่เกิดจากมลพิษจำนวนมาก พบความผิดปกติทาง DNA และมีผู้ป่วยโรคมะเร็งสูงในพลเมืองบริเวณแหล่งอุตสาหกรรม

ข้อมูลหรือการศึกษานี้ น่าเชื่อถือมากแค่ไหน ผมไม่ยืนยัน แต่สิ่งที่ผมเห็นที่ระยองในวันนี้ น่าจะเป็นคำตอบที่น่าเชื่อถือได้ว่า ระยอง...จังหวัดอันเป็นที่รักของผมเปลี่ยนไปมากจริงๆ

จ.ระยอง มี 5 นิคมอุตสาหกรรม มีโรงงานกว่า 500 โรง ปริมาณน้ำทิ้งกว่า 2 แสนลูกบาศก์เมตรต่อวัน จึงปฏิเสธไม่ได้ว่า ปริมาณโรงงานอุตสาหกรรมขนาดนี้จะไม่มีผลกระทบต่อสิ่งแวดล้อม ทั้งความเปลี่ยนแปลงทางน้ำและทางอากาศ

การพัฒนา “เมืองอุตสาหกรรมเชิงนิเวศ” ที่กระทรวงอุตสาหกรรมผลักดันเป็นเรื่องที่ดีมาก แต่การจะบรรลุวิสัยทัศน์นี้ ภาครัฐมีบทบาทสำคัญไม่แพ้ภาคเอกชน โดยภาครัฐต้องสร้างแรงดึงดูดให้เอกชนเห็นความสำคัญ และ “ได้ประโยชน์” จากการลงทุนเพื่อเป็นโรงงานสะอาด ทั้งการลดหย่อนภาษี และรัฐยังต้องแสดงบทบาทการควบคุมที่มีธรรมาภิบาล ไม่ยอมให้โรงงานที่มีมลพิษสร้างความเสียหายต่อชุมชน ขณะที่ภาคเอกชนควรมองว่า ชุมชนรอบโรงงานเป็น “บ้าน” ของท่านเอง หากท่านรักบ้านของท่าน ก็ต้องดูแลให้ความสำคัญกับคนในชุมชนและสิ่งแวดล้อมมากกว่านี้

ประเทศแคนาดา แม้ว่าจะมีทรัพยากรและพื้นที่กว้างใหญ่ประชากรน้อยนิด ยังห่วงใยลูกหลาน จะพัฒนานิคมอุตสาหกรรมต้องคำนึงถึงสิ่งแวดล้อม จนเป็นตัวอย่างที่ดีของประเทศอุตสาหกรรมในโลก เขาไม่มองว่าการรักษาสิ่งแวดล้อมเป็นต้นทุนราคาแพง แต่กลับมองว่าเป็นการลงทุนเพื่ออนาคต เพื่อลูกหลานของเขาเอง ถึงขนาดให้มีโลโก้รักษ์สิ่งแวดล้อมติดผลิตภัณฑ์ที่ผลิตจากโรงงานที่ผ่านมาตรฐานรักษาสิ่งแวดล้อม เห็นอย่างนี้แล้วอิจฉาคนในประเทศเขาจริงๆ ครับ

ผมยังมีความหวังนะครับว่า เราสามารถทำได้ดีกว่านี้ สามารถพัฒนาอุตสาหกรรมต้องคำนึงถึงสิ่งแวดล้อมด้วย บทเรียนที่เกิดขึ้นที่ระยองควรเป็นอุทาหรณ์ให้ต้องคิดถึงการพัฒนาอุตสาหกรรมแบบยาวๆ ไม่ใช่คิดแบบสั้นๆ

ผมอยากกลับไปเยี่ยมระยองเหลือเกินครับ ระยองที่ผมคิดถึง ระยอง...แบบวันก่อนๆ

ข่าวล่าสุด

IMF-เฟด ชมไทย วินัยการคลังเหมาะสม ยก "นกกระซิบ-Bangkok Blueprint" ต้นแบบ

IMF-เฟด ชมไทย วินัยการคลังเหมาะสม ยก "นกกระซิบ-Bangkok Blueprint" ต้นแบบ