
หนุนอุตสาหกรรม ใช้ RFID ลดต้นทุน
โดย...ณัฏฐธยาน์ สุทธิเจริญ
โดย...ณัฏฐธยาน์ สุทธิเจริญ
กระทรวงอุตสาหกรรม เร่งผลักดันให้ผู้ประกอบการทั้งขนาดเล็กและใหญ่เห็นความสำคัญของการนำไอทีมาใช้ในการทำงานให้มากขึ้น นอกจากจะช่วยสนับสนุนนโยบายเศรษฐกิจดิจิทัลของรัฐบาลแล้ว ยังช่วยบริหารจัดการงานให้เป็นระบบ ลดแรงงานคนและประหยัดต้นทุนอีกด้วย
อนงค์ ไพจิตรประภาภรณ์ ผู้อำนวยการสำนักโลจิสติกส์ กรมอุตสาหกรรมพื้นฐานและการเหมืองแร่ กระทรวงอุตสาหกรรม กล่าวว่า เรื่องดิจิทัลกลายมาเป็นส่วนสำคัญในการทำงานมากขึ้น ซึ่งคนรุ่นใหม่ถนัดใช้อุปกรณ์ไอที ดังนั้น การเตรียมพร้อมเรื่องเทคโนโลยีจะช่วยให้บริหารจัดการงานในอนาคตเป็นเรื่องที่ง่ายขึ้น
“ระบบโลจิสติกส์ เป็นเรื่องที่สำคัญของการส่งออก ซึ่งทุกอุตสาหกรรมต้องเร่งปรับตัวให้ทัน เพราะหากต้องใช้กระบวนการทำงานแบบแรงงานคนอย่างเดียว เจ้าของธุรกิจต้องแบกรับภาระอย่างมาก ดังนั้น ทางกระทรวงฯ เองก็เร่งผลักดันให้ไทยเป็นโลจิสติกส์ฮับในกลุ่มประเทศเออีซี จึงต้องเร่งวางแผนเทคโนโลยีและสามารถนำมาใช้งานได้จริงแบบทันทีทันใด” อนงค์ กล่าว
นอกจากนี้ เรื่องของระบบสัญญาณสื่อสาร 3จี หรือ 4จี ต่างก็มีความจำเป็น เพราะช่วยให้รับส่งข้อมูลได้รวดเร็วขึ้น ซึ่งการเก็บระบบข้อมูลทางอิเล็กทรอนิกส์ หรือ RFID นั้น สามารถเก็บข้อมูลได้ แม้สินค้าจะอยู่กลางทะเลลึก อุณหภูมิที่หนาวจัดหรือบนเครื่องบินก็ตาม
“เพื่อให้เป็นไปตามเป้าหมาย ด้านการลดต้นทุนโลจิสติกส์ของภาคอุตสาหกรรมต่อจีดีพีลง 15% และลดต้นทุนด้านพลังงานกว่า 30% ดังนั้น กระทรวงฯ จึงต้องเร่งพัฒนา 4 ด้าน คือ ให้ความรู้ผู้ประกอบการ วางโครงสร้างพื้นฐาน ออกกฎระเบียบให้รัดกุม และพัฒนาการให้บริการของภาครัฐ เพื่ออำนวยความสะดวกแก่ทุกธุรกิจ ทั้งยังผลักดันให้เกิดวันสต็อปเซอร์วิสตามชายแดน เพื่อลดขั้นตอนการทำงานซ้ำซ้อน” อนงค์ กล่าว
กำพล โชคสุนทสุทธิ์ ประธานกรรมการ บริษัท เอแซนเทค (ประเทศไทย) กล่าวว่า หากเจ้าของสินค้าติดตั้งระบบ RFID และบาร์โค้ด ไว้ในสินค้าตั้งแต่ต้นทาง นอกจากจะช่วยเก็บข้อมูลสินค้าแล้ว ยังสามารถเช็กคุณภาพของสินค้าได้ตลอดระยะเวลาการขนส่ง ไม่ว่าจะทางบก น้ำ หรืออากาศ โดยไม่ต้องเปิดตู้เพื่อเช็กคุณภาพระหว่างการขนย้าย
“กระบวนการทำงานของ RFID จะแบ่งเป็น 4 ส่วน คือ แท็กสำหรับติดไปบนสินค้า เสาอากาศหรือเส้นขดบนชิพเพื่อเป็นตัวรับส่งข้อมูล เครื่องอ่านสัญญาณและระบบซอฟต์แวร์ ซึ่งต้นทุนในการทำงานทุกขั้นตอนไม่สูงมาก แต่ประสิทธิภาพการทำงานสามารถนำไปแข่งขันในระดับนานาชาติได้” กำพล กล่าว
นอกจากนี้ การเพิ่มเครื่องอ่านตามด่านตรวจชายแดน จะช่วยให้เจ้าหน้าที่ทำงานได้ง่ายและรวดเร็วขึ้น เพราะเครื่องอ่านจะส่งข้อมูลเกี่ยวกับสินค้ามาที่ระบบประมวลผล และแจ้งให้เจ้าหน้าที่ทราบว่าด้านในมีสินค้าใดบ้าง ทำให้สามารถจัดส่งสินค้าไปยังปลายทางได้อย่างรวดเร็ว
ทางด้านผู้ประกอบการที่นำ RFID ไปใช้งาน คือ ปูนซิเมนต์นครหลวงและเบทาโกร กล่าวว่า ปูนซิเมนต์ไทยใช้เวลาในการติดตั้งและพัฒนาซอฟต์แวร์ต่างๆ เป็นเวลา 1 ปี ใช้งบประมาณหลาย 10 ล้านบาท แต่ลดต้นทุนการทำงานระยะยาวได้อย่างมหาศาล สอดคล้องกับทางเบทาโกรที่ใช้เวลาในการติดตั้ง 6 เดือน ใช้งบพัฒนาประมาณ 3-4 ล้านบาท ในส่วนของฮาร์ดแวร์และซอฟต์แวร์ ยอมรับว่าบริหารจัดการขั้นตอนการทำงานได้รวดเร็วขึ้น ลดแรงงานคนไปได้ 20% ป้องกันความผิดพลาดระหว่างการทำงานและเพิ่มประสิทธิภาพของชิ้นงานให้ดีขึ้น







