
สภาพคล่องหนุนหุ้น
โดย-บล.เอเซีย พลัส
โดย-บล.เอเซีย พลัส
แนวโน้มตลาดหุ้นในสัปดาห์นี้ (9-13 มี.ค. 2558) ดัชนีหุ้นมีโอกาสฟื้นตัวจากสภาพคล่องที่ยังหนุนเข้ามา กลยุทธ์ยังเน้นหุ้นพีอีต่ำ ปันผลสูง Top Picks เลือก บริษัท ศุภาลัย (SPALI) ให้มูลค่าเหมาะสมที่ 31.96 บาท และบริษัทแอ็ดวานซ์ อินฟอร์เมชั่น เทคโนโลยี (AIT) มูลค่าเหมาะสม 53 บาท
- คาดอัตราการเติบโตของกำไรต่อหุ้น (EPS Growth) ปี 2558 สูงกว่า 34%
ผลกำไรของบริษัทจดทะเบียนงวดไตรมาส 4 ปี 2557 อยู่ที่ราว 8.7 หมื่นล้านบาท ลดลงถึง 47% จากช่วงเดียวกันปีก่อน ทำให้ทั้งปี 2557 กำไรสุทธิเพียง 7 แสนล้านบาทลดลง 16.3% ซึ่งถือเป็นฐานกำไรที่ต่ำกว่าความคาดหมายเมื่อเทียบกับประมาณการเดิมทั้งปี 2557 ของฝ่ายวิจัยที่คาดว่ากำไรจะลดลงเพียง 2.9% ปี 2557
ทั้งนี้ กำไรสุทธิที่ต่ำกว่าคาด ส่วนใหญ่เป็นผลกระทบมาจากการบันทึกด้วยค่าสินค้าคงเหลือในกลุ่มพลังงานปิโตรเคมี ซึ่งหากตัด 2 กลุ่มนี้ออกไป (มาร์เก็ตแคปคิดเป็น 20% ของตลาด) พบว่ากำไรสุทธิเติบโต 7%
สำหรับปี 2558 มีการทั้งปรับปรุงประมาณการกำไรขึ้นเล็กน้อย ทำให้คาดว่ากำไรสุทธิปี 2558 จะอยู่ที่ 9.58 แสนล้านบาท หรือ 103.38 บาท/หุ้น เติบโตถึง 34.8% โดยกลุ่มที่มี EPS Growth ปี 2558 สูงสุด ได้แก่ กลุ่มขนส่ง 180% พลังงาน 119% ปิโตรเคมี 96% สื่อ-บันเทิง 53% ทั้งนี้หากใช้ประมาณการกำไรใหม่ของปี 2558 คาดว่าตลาดหุ้นไทยจะมี Expected PE ราว 15.2 เท่า
- สภาพคล่องโลกยังเป็นปัจจัยหนุนตลาดหุ้นโลก
การใช้นโยบายการเงินผ่อนคลายต่อเนื่องตั้งแต่ปลายปี 2557 จนถึงปัจจุบัน ช่วยหนุนสภาพคล่องโลกให้มีแนวโน้มที่ดีขึ้นหลังจากสหรัฐยุติคิวอีไปเมื่อเดือน ต.ค. 2557 เริ่มจากจีนปรับลดดอกเบี้ยลงมาอยู่ที่ 5.35% และลด RRR ลงเหลือ 19.5% ตามด้วย อินเดีย ลดดอกเบี้ย อยู่ที่ 7.5% และล่าสุด ยุโรปจะเริ่มทำคิวอีตั้งแต่วันที่ 9 มี.ค. 2558 โดยธนาคารกลางและหน่วยงานกลางในยุโรปจะเข้าซื้อตราสารหนี้ ทั้งของภาครัฐและเอกชน ผ่านตลาดรอง กำหนดวงเงินรับซื้อ 6 หมื่นล้านยูโร/เดือน เป็นเวลา 19 เดือน วงเงินรวม 1.4 ล้านล้านยูโร (1.3 ล้านล้านเหรียญสหรัฐ หรือคิดเป็นราว 4% ของจีดีพี)
ขณะที่ไทยคาดว่ามีโอกาสที่คณะกรรมการนโยบายการเงิน (กนง.) จะต้องทบทวนการใช้นโยบายการเงินอีกครั้ง เนื่องจากเศรษฐกิจในประเทศที่ฟื้นตัวล่าช้า และเผชิญกับเงินเฟ้อที่ติดลบต่อเนื่องเป็นเดือนที่ 2 (ก.พ. -0.52% และ ม.ค. -0.41%) ทั้งนี้ ต้องติดตามผลการประชุมวันที่ 11 มี.ค.นี้ ซึ่งมีความเป็นไปได้ที่จะลดราว 0.25-0.5% จากปัจจุบันที่ 2%
- กลยุทธ์เลือกหุ้น PE ต่ำ ปันผลสูง
การใช้มาตรการผ่อนคลายทางการเงินได้หนุนให้ดัชนีตลาดหุ้นหลายภูมิภาคปรับเพิ่มขึ้นสะท้อนปัจจัยดังกล่าว โดยเฉพาะตลาดหุ้นยุโรป เช่น เยอรมนี ฝรั่งเศส อังกฤษ ผลตอบแทนเพิ่มขึ้นเกินกว่า 10% เช่นเดียวกับตลาดหุ้นภูมิภาคเอเชีย และกลุ่ม TIP ยกเว้นตลาดหุ้นไทย ที่ยังขึ้นน้อยกว่าตลาดเพื่อนบ้าน แม้จะมี Expected PE ใกล้เคียงอินโดนีเซีย และต่ำกว่าฟิลิปปินส์ ทำให้ตลาดหุ้นไทยน่าสนใจเมื่อเทียบกับเพื่อนบ้าน แต่ปัญหาการเมืองและเศรษฐกิจในประเทศที่ยังชะลอตัว ส่งผลให้ตลาดหุ้นไทยอยู่ในภาวะผันผวน
กลยุทธ์การลงทุนจึงแนะนำหุ้นรายตัวที่มีพื้นฐานดี และ PE ต่ำ (น้อยกว่า 12 เท่า) ขณะที่เงินปันผลสูง (เกิน 4% เทียบกับเงินเฟ้อติดลบ) และหากพิจารณาราคาตลาดเทียบกับมูลค่าเหมาะสม พบว่ามีโอกาสปรับขึ้นสูง (เกิน 20%) โดยเลือกหุ้นที่ราคายังปรับตัวขึ้นน้อยกว่าตลาด ได้แก่ SPALI และ AIT
- เงินทุนต่างชาติยังไหลเข้าภูมิภาค รวมถึงไทย
กระแสเงินทุนจากต่างชาติยังคงไหลเข้าภูมิภาคต่อเนื่อง แม้จะชะลอตัวลงบ้างในสัปดาห์ที่ผ่านมา (2-5 มี.ค. 2558) โดยนักลงทุนต่างชาติซื้อสุทธิราว 1,158 ล้านเหรียญสหรัฐ ขณะที่ประเทศไทยนักลงทุนต่างชาติพลิกมาซื้อสุทธิราว 2,900 ล้านบาท และเชื่อว่าจะยังมีแรงซื้อเข้ามาต่อเนื่องในเดือน มี.ค.นี้ หลังจากนโยบายคิวอีในฝั่งยุโรปมีความชัดเจนขึ้น และจากข้อมูลในอดีตนักลงทุนต่างชาติจะเป็นผู้ซื้อสุทธิในตลาดหุ้นไทยในเดือน มี.ค. ตลอด 5 ปีหลังสุด สวนทางกับกลุ่มนักลงทุนสถาบันในประเทศที่มักจะขายสุทธิออกมา โดยเป็นการขายสุทธิ 3 จาก 5 ปีหลังสุด
วิเคราะห์เทคนิครายสัปดาห์
l อัตราผลตอบแทนของตลาดหุ้นในสัปดาห์ที่ผ่านมา (2-6 มี.ค.) ภายหลังการให้รายละเอียดการใช้คิวอีของธนาคารกลางยุโรปที่จะมีขึ้นในวันที่ 9 มี.ค. ส่งผลให้ตลาดหุ้นยุโรปยังคงบวกต่อเนื่อง สวนทางกับดัชนีดาวโจนส์สหรัฐที่ติดลบเล็กน้อย ขณะที่ฟากฝั่งเอเชียส่วนใหญ่ยังอยู่ในทิศทางบวกลบสลับกันไป โดยตลาดหุ้นฮ่องกงและจีนปรับตัวลดลงมากที่สุดในภูมิภาค
l ดัชนีดาวโจนส์เกิดสัญญาณลบทางเทคนิค ทำให้มีความเสี่ยงที่จะพักตัวในระยะสั้นได้ ขณะที่ดัชนี STOXX EUROPE 600 กำลังเตรียมขึ้นไปทดสอบแนวต้านเดิมที่ 394 จุด อีกครั้ง หากผ่านได้น่าจะไปทดสอบแนวต้านถัดไปที่บริเวณ 400 จุด ส่วนดัชนีนิกเกอิของญี่ปุ่นมีโอกาสสูงที่ดัชนีจะขึ้นต่อเพื่อทดสอบแนวต้านถัดไปที่ระดับ 19,000 จุด และดัชนี MSCI Asia Pacific (Excluding Japan) ภาพทางเทคนิคยังมีโอกาสเสี่ยงที่จะพักตัวสูง







