
ยุโรปไม่กล้าซื้อหุ้นไทย
ภัทรลั่นผลโรดโชว์ยังไม่ไว้ใจการเมือง/เอกยุทธตำหนิคนรัฐบาลพร่ำไทยคม
โพสต์ทูเดย์
— บล.ภัทร เผยผลโรดโชว์ยุโรป ต่างชาติยังเมินหุ้นไทย เมินปัจจัยพื้นฐานดี ชี้การเมืองเป็นเหตุทำลายความเชื่อมั่นนายศุภวุฒิ สายเชื้อ กรรมการผู้จัดการ สายงานวิจัย บริษัทหลักทรัพย์ (บล.) ภัทร เปิดเผยภายหลังเดินทางกลับจากไปนำเสนอข้อมูล (โรดโชว์) ที่ยุโรปเมื่อต้นเดือน มิ.ย.ที่ผ่านมา ว่า ยังไม่เห็นสัญญาณว่านักลงทุนต่างชาติจะกลับเข้ามาลงทุนในตลาดหุ้นที่ชัดเจน
กองทุนบางแห่งมีการลดน้ำหนักการลงทุนในตลาดหุ้นไทย บางแห่งก็ยังถือในระดับปกติ หรือบางแห่งก็มีการเลือกเก็บหุ้นรายตัวที่มีเรื่องราว ซึ่งไม่สามารถรู้ได้ว่าแต่ละกองทุนลดหรือเพิ่มในสัดส่วนเท่าไร คงต้องขึ้นอยู่กับนโยบายของแต่ละกอง
ทั้งนี้ ลักษณะคำถามที่นักลงทุนส่วนใหญ่ให้ความสนใจยังคงเป็นเรื่องการเมืองและความมั่นคงของประเทศมากกว่าเรื่องเศรษฐกิจ เนื่องจากส่วนใหญ่เข้าใจว่าปัจจัยพื้นฐานเศรษฐกิจของไทยยังแข็งแกร่งและยังเติบโตได้ ซึ่งเห็นได้จากดัชนีหุ้นยังอยู่ในระดับดี ตรงข้ามกับสถานการณ์การเมืองในช่วงนั้น
“
ยากที่ต่างชาติจะกลับเข้ามาลงทุนในหุ้นไทยตอนนี้ เพราะเขาไม่มั่นใจว่าปัญหาการเมืองจะจบจริง แม้ว่ารัฐบาลมีแผนการปรองดองแห่งชาติออกมา ขนาดเราเป็นคนในประเทศเองยังรู้สึกว่าจบจริงหรือเปล่า ตอนนี้ประเทศไทยเหมือนมีรถคันหนึ่งที่ดีมากและพร้อมขับเคลื่อนไปสู่เป้าหมายแล้ว แต่ขาด 4 ล้อสำคัญที่จะทำให้ยานพาหนะคันนี้เดินทางไปสู่เป้าหมายได้ เพราะประชาชนคนในสังคมยังมีความคิดที่แตกต่างกัน” นายศุภวุฒิ กล่าวอย่างไรก็ดี เชื่อว่าทางออกที่จะทำให้ประเทศขับเคลื่อนได้และสามารถเรียกความเชื่อมั่นการลงทุนจากต่างชาติกลับมาคือ การจัดให้มีการเลือกตั้งใหม่ขึ้น เพราะทำให้รู้ว่ามีกติกาและผลก็จะเป็นที่ยอมรับของคนส่วนใหญ่ตามระบอบประชาธิปไตย
ด้านตลาดหุ้นวันที่ 18 มิ.ย.ที่ผ่านมา ดัชนีฝ่าแนวต้าน 790 สำเร็จ มาปิดที่ระดับ 791 จุด บวก 2.51 จุด มูลค่าการซื้อขายเพียง 22,769 ล้านบาท ส่วนนักลงทุนต่างชาติซื้อต่อ 82 ล้านบาท สถาบันในประเทศขาย 395 ล้านบาท
สำหรับหุ้นไทยคม (THCOM) ราคาหุ้น อ่อนตัวลง 0.25 บาท ปิดที่ 6.25 บาท มูลค่าการซื้อขายทรุดเหลือ 122 ล้านบาท หลังจากยังไม่มีความชัดเจนว่ารัฐบาลจะซื้อไทยคม
นอกจากนี้ ไทยคมก็หนีไม่รอด ตลาดหลักทรัพย์กำหนดให้นักลงทุนที่ต้องการซื้อหุ้น THCOM ต้องวางเงินสดทั้งหมดก่อน (แคชบาลานซ์) เริ่มตั้งแต่วันที่ 21 มิ.ย.9 ก.ค. 2553
ด้านนายเอกยุทธ อัญชันบุตร นักลงทุน กล่าวตำหนิว่า การออกมาให้ข่าวซื้อไทยคมของรัฐบาล ถึงแม้ไม่ได้เป็นเจ้าของ แต่มีอำนาจในการพูดโดยผู้ใกล้ชิดนายกรัฐมนตรี หรือ รมว.คลัง ทำให้เกิดผลกับราคาหุ้น THCOM โดยเฉพาะกฎหมายหลักทรัพย์และตลาดหลักทรัพย์ ว่าด้วยการใช้ข้อมูลภายในหาประโยชน์ส่วนตัวในการซื้อขายหุ้น (อินไซเดอร์เทรดดิง) ต้องระมัดระวัง
“
การพูดของคนใกล้ชิดนายกรัฐมนตรีและ รมว.คลัง ส่งผลต่อราคาหุ้น THCOM ถือว่ามีความผิด ถึงแม้ว่าไม่ได้ประโยชน์ แต่ก็ถือว่าการพูดส่งผลต่อราคาหุ้น สามารถตรวจสอบได้ในประเด็นการใช้อินไซด์”สำหรับการตรวจสอบการซื้อขายหุ้นไทยคมนั้น นายเอกยุทธ แนะนำว่า ตลาดหลักทรัพย์และสำนักงานคณะกรรมการกำกับหลักทรัพย์และตลาดหลักทรัพย์ (ก.ล.ต.) ต้องตรวจสอบการซื้อขาย 1 เดือนก่อนที่รัฐบาลจะพูดเรื่องซื้อไทยคม ว่ามีใครซื้อหุ้นก่อนหน้านี้ และขายหุ้นออกมาช่วงที่หุ้นพุ่งชนเพดาน (ซิลลิง) เมื่อวันที่ 14 มิ.ย. ซึ่งบ่งชี้ชัดเจนว่า รู้อินไซด์และต้องตรวจสอบพิสูจน์ให้ได้ว่าทำไมเข้าไปซื้อหุ้นไทยคม เพราะปกติหุ้นไทยคมไม่เป็นที่สนใจเก็งกำไรของนักลงทุน
“
เชื่อว่าไม่กล้าพิสูจน์ เพราะคนที่ได้ประโยชน์จากราคาหุ้นไทยคม เป็นคนใกล้ชิดนักการเมือง และผมขอตำหนิ รมว.คลัง หรือคนใกล้ชิดนายกฯ ไม่มีศักดิ์ศรีที่บินไปสิงคโปร์ไปเจรจากับใครก็ไม่รู้ที่ไม่ใช่เบอร์ 1 ของเทมาเซก ไม่สมควรทำเช่นนั้น ทำไมต้องเอาศักดิ์ศรีของประเทศวิ่งไปหาเจรจาซื้อไทยคม”นอกจากนี้ นายเอกยุทธ ยังแนะนำอีกว่า หากต้องการตรวจสอบนักการเมืองที่ได้ประโยชน์จากหุ้น ต้องตรวจสอบย้อนหลังการซื้อขายหุ้นธนาคารนครหลวงไทย ก่อนการขายหุ้นให้ธนาคารธนชาตถูกลากราคาจาก 10 บาท ไปถึง 30 บาท







