posttoday
บจ.ยอดขายโตมาร์จิ้นทรงตัว

บจ.ยอดขายโตมาร์จิ้นทรงตัว

07 มีนาคม 2558

ปี’57โกยกำไรสุทธิ7แสนล้านสุขภาพดีกดดีอีเหลือ1.18เท่า

โดย...ทีมข่าวโพสต์ทูเดย์

ปี’57โกยกำไรสุทธิ7แสนล้านสุขภาพดีกดดีอีเหลือ1.18เท่า

บจ.กำไรสุทธิปี 2557 รวมกว่า 7 แสนล้านบาท ลดลง 11% ไม่รวมรายการพิเศษเพิ่มขึ้น 1.81% ยอดขายโต 3.61%

นายชนิตร ชาญชัยณรงค์ รองผู้จัดการ ตลาดหลักทรัพย์แห่งประเทศไทย (ตลท.) หรือ SET เปิดเผยว่า ในปี 2557 มีบริษัทจดทะเบียน (บจ.) ใน SET จำนวน 435 บริษัท มียอดขายรวมเท่ากับ 11,512,983 ล้านบาท เพิ่มขึ้น 3.61% จากปี 2556 และมีกำไรสุทธิ 701,594 ล้านบาท ลดลง 11.31% ซึ่งกำไรสุทธิที่ลดลงส่วนใหญ่เป็นผลจากหมวดพลังงานและสาธารณูปโภค และหมวดปิโตรเคมีและเคมีภัณฑ์ เนื่องจากผลขาดทุนสินค้าคงคลังและสต๊อกน้ำมันจากราคาน้ำมันที่ปรับลดลงในช่วงครึ่งหลังของปี 2557 และจากการรับรู้ค่าเสื่อมราคาและค่าตัดจำหน่ายที่เพิ่มขึ้นของสินทรัพย์ในบางบริษัท

อย่างไรก็ตาม หากไม่รวมรายการพิเศษ บจ.จะมีกำไรสุทธิเพิ่มขึ้น 1.81% ในปี 2557

“ในปี 2557 เศรษฐกิจในประเทศเติบโตในอัตราไม่สูงมาก แต่ บจ.ใน SET ยังคงมียอดขายเติบโตจากปีก่อน 3.61% และมีอัตรากำไรขั้นต้น (มาร์จิ้น) ที่ 18.48% ใกล้เคียงกับปีก่อนหน้า” นายชนิตร กล่าว

สำหรับหมวดธุรกิจที่มีทั้งกำไรสุทธิและยอดขายเพิ่มขึ้น 5 อันดับแรก ได้แก่ หมวดธนาคาร หมวดเทคโนโลยีสารสนเทศและการสื่อสาร หมวดพัฒนาอสังหาริมทรัพย์ หมวดอาหารและเครื่องดื่ม และหมวดประกันภัยและประกันชีวิต โดยมีกำไรสุทธิรวม 58.06% ของกำไรสุทธิรวม และมียอดขายรวม 23.20% ของยอดรวมทั้งหมด

ด้านผลการดำเนินงาน บจ. งวดไตรมาส 4 ปี 2557 มียอดขายรวม 2,832,080 ล้านบาท ลดลง 3.44% จากงวดเดียวกันปีก่อน และมีกำไรสุทธิ 68,301 ล้านบาท ลดลง 58.87% ซึ่งเป็นผลกระทบจากหมวดธุรกิจพลังงานและปิโตรเคมีเป็นหลัก ด้านอัตราส่วนหนี้สินต่อทุนหรือดีอี (ไม่รวมอุตสาหกรรมการเงิน) อยู่ที่ 1.18 เท่า ลดลงจาก 1.25 เท่าในปี 2556

ทั้งนี้ กำไรสุทธิกว่า 7 แสนล้านบาทของ บจ.เป็นสิ่งที่ตลาดรับรู้แล้ว และปัจจุบันนักวิเคราะห์กำลังปรับลดประมาณการกำไรของปีนี้และเป้าหมายของราคาหุ้น แต่ผู้บริหารของบริษัทในกลุ่มพลังงานต่างมีความมั่นใจว่ากำไรสุทธิจะดีขึ้นในปีนี้ สาเหตุหลักมาจากขาดทุนสต๊อกไม่มากเหมือนปีก่อน

ขณะที่ตลาดหุ้นเมื่อวันที่ 6 มี.ค. พลิกฟื้นขึ้นแรงถึง 14.96 จุด ดัชนีปิดที่ระดับ 1,568.29 จุด แต่มูลค่าการซื้อขายเพียง 45,672.76 ล้านบาท โดยนักลงทุนต่างชาติซื้อต่อ 510 ล้านบาท รายย่อยทิ้งแรง 1,560 ล้านบาท หุ้นเก็งกำไรหลายตัวปรับตัวลงแรง เพราะเข้าเกณฑ์วางเงินสด 100% ก่อนสั่งซื้อหุ้น (แคชบาลานซ์) ตั้งแต่วันที่ 9 มี.ค.-17 เม.ย. เช่น บริษัท แอสเซท ไบร์ท (ABC), ABC-W1, บริษัท รถไฟฟ้ากรุงเทพ (BMCL) บริษัท แมกซ์ เมทัล คอร์ปอเรชั่น (MAX), บริษัท โพลาริส แคปปิตัล (POLAR), POLAR-W2, บริษัท เอส 11 กรุ๊ป (S11) บริษัท สัมมากร (SAMCO)

ข่าวล่าสุด

IMF-เฟด ชมไทย วินัยการคลังเหมาะสม ยก "นกกระซิบ-Bangkok Blueprint" ต้นแบบ

IMF-เฟด ชมไทย วินัยการคลังเหมาะสม ยก "นกกระซิบ-Bangkok Blueprint" ต้นแบบ