
‘สมคิด’กระตุก เออีซีเป็นจุดเปลี่ยนประเทศ
สมคิด จาตุศรีพิทักษ์ ประธานคณะที่ปรึกษานายกรัฐมนตรี และอดีตรองนายกรัฐมนตรีด้านเศรษฐกิจ
สมคิด จาตุศรีพิทักษ์ ประธานคณะที่ปรึกษานายกรัฐมนตรี และอดีตรองนายกรัฐมนตรีด้านเศรษฐกิจ ปาฐกถาพิเศษในงาน AEC Business Forum ซึ่งจัดขึ้นโดยธนาคารกรุงเทพ ในหัวข้อ “2015 : The Year of AEC” ว่า ขณะนี้ประเทศไทยอยู่ในจุดเปลี่ยนผ่านสำคัญที่จะต้องปฏิรูปประเทศให้สำเร็จ แต่ยังเป็นห่วงกลุ่มความขัดแย้งที่ยังมีอยู่ จะเป็นอุปสรรคในการพัฒนาประเทศ เพราะไทยกำลังเผชิญภาวะเศรษฐกิจชะลอตัว เนื่องจากราคาสินค้าเกษตรตกต่ำ เราจำเป็นอย่างยิ่ง ที่ต้องปฏิรูปประเทศ เพื่อรองรับการเปลี่ยนแปลงมหาศาล
ทั้งนี้ การเปิดประชาคมเศรษฐกิจอาเซียน (เออีซี) ในปลายปีนี้ เป็นจุดเปลี่ยนแปลงสำคัญ ทั้งด้านเศรษฐกิจและการเมืองของโลกในอนาคต โดยรัฐบาลจะต้องมุ่งสร้างประเทศให้เป็นศูนย์กลางในภูมิภาคนี้ให้ได้ ด้วยการลงทุนระบบขนส่งเชื่อมโยงกัน ส่วนเอกชนต้องพัฒนาตัวเองเพื่อเพิ่มศักยภาพด้านการแข่งขัน
ดังนั้น รัฐบาลควรจัดทำเป็นวาระแห่งชาติ และต้องปรับความคิดให้นอกกรอบ ถ้าทำไม่สำเร็จจะกลายเป็นความเสี่ยงสำคัญ โดยเฉพาะในด้านเศรษฐกิจและลงทุน ที่ต้องทำให้นักลงทุนเชื่อมั่นว่าประเทศไทยอยู่ด้วยตัวเอง เพราะถึงไทยจะอยู่ตรงกลางของเออีซี แต่ถ้าไม่มีจุดเด่นหรือจุดดึงดูดให้เป็นศูนย์กลางในการเชื่อมต่อได้
สิ่งที่ต้องเร่งดำเนินการเพื่อให้ไทยเป็นประเทศที่น่าสนใจ คือ ทำให้การเมืองมีเสถียรภาพ เพราะถึงเราจะดีจะเด่นขนาดไหน แต่ถ้าการเมืองไม่มีเสถียรภาพ นักลงทุนก็หนีหมด กว่า 10 ปีเต็มแล้วที่เราถูกตราหน้าว่า เป็นคนป่วยแห่งภูมิภาคเอเชีย มันจึงน่าจะเพียงพอแล้วสำหรับคนไทยที่มีจิตสำนึกและคิดเป็น ลดทิฐิลง เวลานี้เป็นช่วงที่คนไทยต้องช่วยกันประคับประคอง ต้องยอมเสียสละประโยชน์ส่วนตัวบางอย่าง เพื่อให้ประเทศเดินหน้าต่อไปได้
ขณะเดียวกัน ต้องเร่งเพิ่มศักยภาพการแข่งขันของประเทศ เพราะหากดูจากจัดอันดับประเทศที่มีความน่าสนใจในการลงทุนจะเห็นว่า ไทยถูกจัดอยู่ในอันดับ 26-28 จากทั้งหมดของโลกมานานร่วม 30-40 ปีแล้ว ขณะที่มาเลเซียอยู่ในอันดับ 20 กว่าๆ ฉะนั้นทั้งภาครัฐและเอกชนต้องเร่งพัฒนาขีดความสามารถการแข่งขัน
นอกจากนี้ ควรเดินหน้าแก้ไขกฎหมาย กฎระเบียบที่เป็นอุปสรรคทางการค้าและการลงทุนระหว่างกันให้ดีขึ้น ภาครัฐเองก็พยามเดินหน้าเขตเศรษฐกิจพิเศษ เพื่อหวังผลักดันการค้าชายแดนให้มีมูลค่าที่สูงขึ้น รวมทั้งการลงทุนในโครงสร้างพื้นฐานต่างๆ เช่น รถไฟความเร็วสูง เพื่อให้เชื่อมโยงและตอบโจทย์ให้ได้ว่าจะเชื่อมโยงการค้าการลงทุนกับประเทศใดให้เกิดประโยชน์ในการลงทุน เช่น รถไฟความเร็วสูงที่มุกดาหาร ความเร็วเท่าไหร่อาจจะไม่สำคัญแล้ว ขอให้ชัดเจนว่าจะเชื่อมโยงกับอะไร
รัฐบาลยังต้องพัฒนาด้านการเชื่อมโยงศูนย์กลาง ด้วยการลงทุนระบบขนส่งและเส้นทางคมนาคมให้เกิดการพัฒนาเมืองต่อเนื่อง เชื่อมต่อท่าเรือ สนามบิน และปรับเปลี่ยนกฎเกณฑ์ให้รองรับกับการเป็นศูนย์กลางของอาเซียน และการใช้โอกาสจากนโยบายต่างประเทศที่เป็นจุดแข็งของไทย เช่น ศูนย์กลาง GMS ASEAN +6 ซึ่งจะมีผลทางจิตวิทยาต่อความเชื่อมั่นต่างชาติได้
โจทย์ใหญ่ในขณะนี้ไม่ใช่สิทธิประโยชน์ในการลงทุนของบีโอไอแล้ว แต่เป็นเรื่องของที่ดินและแรงงาน รวมถึงการใช้นโยบายต่างประเทศให้มีประโยชน์มากที่สุด
นอกจากนี้ จะต้องพัฒนาภาคธุรกิจอุตสาหกรรม (คลัสเตอร์) ด้านต่างๆ เช่น การท่องเที่ยว การเกษตร ที่ปัจจุบันสภาวะเศรษฐกิจชะลอตัวจากราคาสินค้าเกษตรตกต่ำ ฯลฯ เพื่อจะได้ยกประเภทธุรกิจให้ชัดเจนให้สามารถพัฒนาได้ดีขึ้น โดยเฉพาะผู้ประกอบการเอสเอ็มอีต้องเร่งปรับตัวช่วยเหลือตัวเอง แม้จะมีมาตรการช่วยเหลือต่างๆ จากภาครัฐก็ตาม ไม่ว่าจะเป็นการเร่งศึกษาและปรับปรุงคุณภาพของสินค้าให้มีประสิทธิภาพ
“ในเรื่องการปรับตัวเพื่อให้ประเทศมีความสามารถในการแข่งขันดีขึ้นนั้น อยากให้ดูตัวอย่างมาเลเซีย เพราะรัฐบาลเขาแจกโจทย์ให้แก้ไขจุดอ่อนในแต่ละเสาหลักของเศรษฐกิจและมีการประชุมร่วมกับภาคเอกชน เพราะเอกชนเป็นคนขับเคลื่อนสำคัญ ติดขัดอะไรต้องถามเขาด้วย ทำให้มาเลเซียแก้ไขจุดอ่อนได้เร็ว ซึ่งเรื่องนี้ได้เสนอในการประชุมพัฒนาขีดความสามารถไปแล้ว เพื่อให้ สศช.เป็นหัวเรือใหญ่ในการทำเรื่องนี้ เพราะถ้าเราไม่ปรับตัวเราจะยิ่งแย่ลง
“หลังเปิดเออีซีจะทำให้ภูมิศาสตร์เปลี่ยนใหม่หมด เราต้องเร่งปรับตัว ผมเห็นว่า ภาคธุรกิจรายใหญ่คงปรับตัวได้ไม่เป็นปัญหา เพราะที่ผ่านมาก็เห็นออกไปลงทุนในต่างประเทศ และถึงขั้นซื้อกิจการในต่างประเทศแล้วก็มี เช่น เซ็นทรัล ปูนซีเมนต์ไทย ฯลฯ แต่ที่น่าห่วง คือ บริษัทกว่า 90% ของบริษัททั้งหมดในประเทศเป็นเอสเอ็มอี ที่มีคน มีทุนจำกัด เปลี่ยนตัวเองยาก ยิ่งในช่วงนี้เอสเอ็มอีก็ลำบากจะตายไม่ตายแหล่ คงจะปรับตัวยาก ถ้าไม่ช่วยเลย”
ขณะนี้รัฐบาลอยู่ระหว่างการพิจารณาออกมาตรการสนับสนุนภาคธุรกิจเอสเอ็มอี อาจจะทำเป็นแพ็กเกจใหม่ เนื่องจากที่ผ่านมาเอสเอ็มอีไทยมีต้นทุนดอกเบี้ยเงินกู้สูงที่ถึง 7% กว่าๆ สูงกว่าประเทศอื่น เช่น มาเลเซียมีต้นทุนดอกเบี้ยแค่ 3% เท่านั้น







