
สาวไส้บิ๊กไทยคมขายหุ้น
รมว.คลังเชื่อกลต.มีข้อมูล/เกียรติทวงรื้อคดีกุหลาบแก้ว
โพสต์ทูเดย์
— กรณ์แนะ ตลท.ก.ล.ต.สอบผู้บริหารไทยคม แต่ยังไม่ปักใจเชื่ออินไซด์นายกรณ์ จาติกวณิช รมว.คลัง เปิดเผยว่า ถือเป็นหน้าที่ของตลาดหลักทรัพย์แห่งประเทศไทย (ตลท.) และสำนักงานคณะกรรมการกำกับหลักทรัพย์และตลาดหลักทรัพย์ (ก.ล.ต.) ที่ควรจะเข้าไปตรวจสอบข่าวที่ผู้บริหารของบริษัท ไทยคม ขายหุ้นตัวเองออกมา ช่วงที่มีข่าวว่ารัฐบาลจะซื้อคืน
รมว.คลัง กล่าวยืนยันว่า รัฐบาลไม่ได้กลั่นแกล้งในฐานะเป็นคู่ขัดแย้งทางการเมือง เพราะข้อมูลการซื้อขายหุ้นจะเป็นข้อเท็จจริงอยู่แล้ว หากไม่ได้ซื้อก็ไม่มีใครสามารถสร้างหลักฐานได้
“
ขณะนี้ทาง ตลท.เพียงแต่ทราบว่าใครมีการซื้อขายหุ้นไทยคมบ้าง แต่ยังไม่ได้บอกว่าใครรู้ข้อมูลภายในและมีการใช้ข้อมูลภายในไปซื้อขายหุ้นหรือไม่ โดยยังจะต้องมีการตรวจ สอบเพิ่มเติมอีก ซึ่งในส่วนของผมนั้นยืนยันว่าที่ผ่านมาไม่เคยติดต่อไปที่ ตลท. ให้ดำเนินการเรื่องนี้แต่อย่างใด แต่หากต้องการสอบถามข้อมูลใดจากผม ก็สามารถติดต่อสอบถามมาได้” นายกรณ์ กล่าวหากผลการตรวจสอบไม่พบว่า รมว.คลัง นายกรัฐมนตรี และนายศิริโชค โสภา เกี่ยวข้องกับการซื้อขายหุ้นไทยคม ผู้ที่กล่าวหาที่ออกมาพูดว่ามีนักการเมือง
“ก.” และ “ศ.” เกี่ยวข้อง ทำให้คนเข้าใจผิด ก็ควรแสดงความรับผิดชอบด้วย ไม่ใช่คิดแต่จะหยิบยกเรื่องอะไรมาโจมตีฝ่ายตรงข้ามก็ได้นายกรณ์ ระบุว่า รัฐบาลไม่เคยให้ข่าวในเรื่องนี้เลย เพราะรู้อยู่ว่ามันจะมีผลกระทบต่อราคาหุ้นแต่เมื่อข่าวมันปรากฏตามหน้าหนังสือพิมพ์ ก็ต้องให้ข้อมุลเป็นไปตามสถานการณ์ที่มันเกิดขึ้น
"สถานะของสัมปทานเป็นประเด็นที่เราต้องตรวจสอบ เนื่องจากมีการกระทำที่ขัดกับเงื่อนไขสัมปทาน แล้วก็เป็นที่รู้กันว่าอายุสัมปทานที่เหลืออยู่ 11 ปี ไม่เพียงพอต่อการลงทุนเพิ่มเติม เพราะฉะนั้นจะลงทุนให้คุ้มค่าได้ ก็ขึ้นอยู่กับรัฐบาล อย่างไรก็ดี ผมยังไม่ได้พูดว่าจะซื้อ" นายกรณ์ กล่าว
นายกรณ์ กล่าวยืนยันว่า การเดินทางไปคุยกับเทมาเซกที่สิงคโปร์นั้น ยังไม่ได้มีการเจรจาเรื่องการซื้อขายหุ้น เพียงแต่ไปคุยเรื่องความมั่นคง เพื่อทำให้ผู้ถือหุ้นรู้ว่าผู้บริหารไทยคมกำลังทำอะไรอยู่ ส่วนการเปลี่ยนผู้บริหารเป็นเรื่องผู้ถือหุ้นไม่เกี่ยวกับรัฐบาล
ด้านนายเกียรติ สิทธีอมร ประธาน ผู้แทนการค้าไทย กล่าวว่า ขณะนี้มีหลายทางเลือกที่จะดำเนินการ ไม่ใช่การซื้อคืนอย่างเดียว เพราะถ้าดูราคาแล้วอาจจะไม่คุ้ม ซึ่งอาจจะใช้การส่งดาวเทียมขึ้นใหม่ก็ได้ ซึ่งเทคโนโลยีของโลกพัฒนาไปเร็วมาก และสัญญาสัมปทานเหลืออยู่แค่ 10 ปี จะต้องดูว่าราคาที่จะซื้อมันคุ้มค่าหรือไม่ เพราะรัฐก็เป็นเจ้าของดาวเทียมธีออสซึ่งเป็นการใช้งานอีกประเภทหนึ่ง
นอกจากนั้น ไทยคมยังมีปัญหาเรื่องของดาวเทียมไอพีสตาร์ ซึ่งควรจะเป็นตัวช่วยสนับสนุนของดาวเทียมไทยคม 3 แต่เมื่อไม่ได้เป็น จึงเป็นการทำผิดสัญญาสัมปทาน นอกจากนั้น ก็ยังมีถึงเรื่องเงินประกันภัยด้วย
อีกทั้งไทยคมเป็นส่วนหนึ่งของบริษัท ชิน คอร์ปอเรชั่น (ชินคอร์ป) ซึ่งมีเรื่องอำพรางการถือหุ้น หรือนอมินี ถ้าจะเปลี่ยนแปลงการถือหุ้นก็คงไม่ใช่เป็นการยกประโยชน์ให้จำเลย
“
เรื่องคดีขณะนี้ยังหาตัวนายสุรินทร์ อุปพัทธกุล หรือดาโต๊ะ สุรินทร์ ในฐานะผู้ถือหุ้นใหญ่ของบริษัท กุหลาบแก้ว ไม่เจอ” นายเกียรติ กล่าวอย่างไรก็ตาม จะยกเลิกสัญญาได้หรือไม่ก็ขึ้นอยู่กับการกระทำผิด ซึ่งในช่วงที่ประกาศภาวะฉุกเฉินได้มีการขอความร่วมมือไป แต่ได้รับความร่วมมือน้อย ต้องไปดูว่าขัดกับสัญญาสัมปทานในข้อไหน







