posttoday
ไม่มีอะไรดีขึ้น

ไม่มีอะไรดีขึ้น

06 มีนาคม 2558

ในที่สุดเราคงเห็นการปรับฐานลงของภาพตลาดหุ้นไทย สิ่งที่เราเห็นก็คือ ความวิตกกังวลที่เราเคยกังวลในเรื่องต่างๆ เริ่มออกมาให้เห็น เพราะการเคลื่อนไหวที่เกิดขึ้นของราคาหุ้นในตลาดหุ้น ก็มีโอกาสปรับตัวลดลง เพราะฉะนั้นจึงไม่ใช่เรื่องแปลกที่จะเกิดแรงขายกันขึ้น ภาพหลักๆ ที่เคยกังวลก็คือ หนึ่ง เงินต่างประเทศจะไหลเข้ามาในตลาดหุ้นไทยหรือไม่ และสอง ปัจจัยพื้นฐานของไทยที่ไม่ดีตามที่คิด จะส่งผลต่อผลประกอบการบริษัทจดทะเบียนในไทย

ในที่สุดเราคงเห็นการปรับฐานลงของภาพตลาดหุ้นไทย สิ่งที่เราเห็นก็คือ ความวิตกกังวลที่เราเคยกังวลในเรื่องต่างๆ เริ่มออกมาให้เห็น เพราะการเคลื่อนไหวที่เกิดขึ้นของราคาหุ้นในตลาดหุ้น ก็มีโอกาสปรับตัวลดลง เพราะฉะนั้นจึงไม่ใช่เรื่องแปลกที่จะเกิดแรงขายกันขึ้น ภาพหลักๆ ที่เคยกังวลก็คือ หนึ่ง เงินต่างประเทศจะไหลเข้ามาในตลาดหุ้นไทยหรือไม่ และสอง ปัจจัยพื้นฐานของไทยที่ไม่ดีตามที่คิด จะส่งผลต่อผลประกอบการบริษัทจดทะเบียนในไทย

ประเด็นต่างประเทศ ต้องยอมรับว่าทุกคนรอคอยการอัดฉีดเงินของอีซีบี และหวังว่าจะมีเม็ดเงินไหลเข้ามาสู่ตลาดหุ้นไทย ซึ่งต้องยอมรับว่ายังไม่มีใครรู้ว่าจะเกิดขึ้นหรือไม่ แต่ต้องทำความเข้าใจว่าการอัดฉีดเงินคราวนี้ มีเงื่อนไขที่มากกว่าการอัดฉีดเงินคิวอีของสหรัฐในรอบก่อนๆ เพราะฉะนั้นการไหลเข้าตลาดตราสารหนี้น่าจะเห็น โดยเฉพาะแนวโน้มการประชุม กนง.ในสัปดาห์หน้ากรณีตรึงอัตราดอกเบี้ย แต่สำหรับตลาดหุ้นต้องยอมรับว่าหุ้นไทยในปีนี้ SET INDEX แกว่งตัวจาก 1,600 จุด 200-300 จุด เป็นเรื่องธรรมดามาก เพราะฉะนั้นการลงทุนในตลาดหุ้นนอกจากต้องพิจารณาดูผลตอบแทนของการอ่อนค่าของยูโรเมื่อมาพักเป็นบาท กับการกำไรหรือขาดทุนในตลาดหุ้นจะคุ้มกันหรือไม่

ประเด็นพื้นฐานตลาดหุ้นไทย กำไรบริษัทจดทะเบียนที่กำลังประกาศออกมาน่าจะติดลบ กล่าวง่ายๆ ก็คือ ผลประกอบการในปี 2557 น่าจะติดลบเมื่อเทียบปี 2556 และน่าจะเป็นสิ่งที่เกิดขึ้นไม่บ่อยนัก คือ นับตั้งแต่เกิดวิกฤตปี 2540 เศรษฐกิจไทยโตขึ้นมาเรื่อยๆ มากบ้างน้อยบ้าง เพราะฉะนั้นกำไรบริษัทจดทะเบียนจึงมีการเติบโตติดต่อกัน ส่วนการติดลบที่เกิดขึ้น แม้จะเกิดขึ้นในกลุ่มพลังงานเป็นส่วนใหญ่ เนื่องจากราคาน้ำมันมีการปรับตัวลดลง แต่ก็ต้องยอมรับว่าในหลายกลุ่มก็มีลักษณะเติบโตในลักษณะที่ปรับตัวลดลง ทั้งๆ ที่เป็นกลุ่มที่เกี่ยวกับปัจจัยสี่

เมื่อมองประเด็นดังกล่าวแล้ว ก็ต้องยอมรับว่าประเด็นต่างประเทศที่จะทำให้เกิดภาพในเชิงบวก ยังไม่น่าจะเห็นในระยะสั้น เหตุผลก็เพราะการอ่อนค่าของยูโรเมื่อเทียบกับบาทต่อจากนี้ ไม่น่าจะเกิดขึ้นได้เร็วหรือแรง คิดง่ายๆ จาก 35 บาท/ยูโร กรณีลงไปอีก 10-20% จะเป็นไปได้หรือไม่ แต่สำหรับความผันผวนในราคาหุ้น ถ้าตั้งต้นที่ตัวเลข 1,600 จุด การผันผวนระดับ 200-300 จุดนั้นเป็นเรื่องธรรมดา ซึ่งก็แปลว่าราคาหุ้นน่าจะผันผวนมากกว่า 30% อีกทั้งกรณีย้อนเหตุการณ์ปี 2008 การขึ้นตอนนั้นหุ้นถูกเทียบจากพีอีที่อยู่ในบริเวณ 10 เท่า ผิดจากปัจจุบันที่อยู่ร่วมๆ 20-22 เท่า แปลว่านำเงินมาลงทุนในช่วงนั้น นอกจากค่าเงินบาทจะแข็งค่าเมื่อเทียบกับสกุลเงินเหรียญสหรัฐ แล้วยังมีความเสี่ยงของหุ้นต่ำมาก พีอี 10 เท่า ผลตอบแทนจากปันผลเฉลี่ย 4-6% แต่เมื่อมาพิจารณาปัจจุบัน ต้องบอกว่า “คนละเรื่อง”

เพราะฉะนั้นบทสรุปภาพหรือสิ่งที่เกิดขึ้น ภาพตลาดหุ้นไทยยังคงไม่มีอะไรที่เพิ่มเติมจากเดิม คือ ยังไม่มีข่าวดีที่พอมาให้เรารีบร้อนในการเข้าซื้อได้ ส่วนการที่ตลาดหุ้นไทยเป็นขาลงหรือไม่ เป็นเรื่องที่เคยนำเสนอในบทความครั้งเดิมๆ แล้วว่า ตลาดหุ้นไทยเข้าสู่การปรับฐานใหญ่ เพราะฉะนั้นการถือครองเงินสดในช่วงเวลานี้ยังคงควรทำต่อไป และควรเน้นการรอคอยมากกว่า เพราะตลาดหุ้นขึ้นมาตลอดในช่วงปีที่แล้ว การปรับฐานระยะ 1-2 เดือนเป็นเรื่องปกติของตลาดหุ้น!

หมายเหตุ - ประชาสัมพันธ์งานสัมมนาการวิเคราะห์ทางเทคนิคชั้นสูง (Advanc Technical) จัดวันที่ 14-15 มี.ค. 2558 เหมาะสำหรับท่านที่วิเคราะห์เทคนิคเป็นแต่ใช้ไม่ได้ผล ท่านที่สนใจติดต่อ 08-1783-8888 หรือ http://www.aekinvestment.com/

ข่าวล่าสุด

IMF-เฟด ชมไทย วินัยการคลังเหมาะสม ยก "นกกระซิบ-Bangkok Blueprint" ต้นแบบ

IMF-เฟด ชมไทย วินัยการคลังเหมาะสม ยก "นกกระซิบ-Bangkok Blueprint" ต้นแบบ