
ภาวะตลาด ประจำสัปดาห์
จับตาตัวเลขเศรษฐกิจสหรัฐ
จับตาตัวเลขเศรษฐกิจสหรัฐ
- ตัวเลขเศรษฐกิจของสหรัฐที่ประกาศออกมาแล้วมีแนวโน้มที่ดีขึ้น อย่างความเชื่อมั่นที่เพิ่มสูงขึ้น ยอดการทำสัญญาซื้อขายบ้านเพิ่มขึ้น แต่ความกังวล GDP ในไตรมาส 4 ของปีที่แล้ว (ประมาณการครั้งที่ 2) ที่มีการขยายตัว 2.2% ต่ำกว่าตัวเลขเบื้องต้นที่ 2.6% เรามองว่าเป็นปัจจัยระยะสั้นที่เข้ามากระทบ เนื่องจากตัวเลขเศรษฐกิจอื่นๆ ที่ออกมาช่วงนี้มีการปรับตัวดีขึ้นมาก ซึ่งถ้ามองภาพรวมแล้วเศรษฐกิจสหรัฐน่าจะเติบโตต่อไปได้
- บรรยากาศการลงทุนในตลาดหุ้นทั่วโลกน่าจะได้แรงบวกจากการที่ชาติยุโรป 19 ชาติยินยอมที่จะขยายความช่วยเหลือให้กรีซออกไปอีก 4 เดือน แต่หลายฝ่ายคิดว่าเป็นแค่การยืดเวลาออกไปเท่านั้น ส่วนเรามองว่าเป็นสัญญาณที่ดีว่ากรีซเองก็ยังต้องการความช่วยเหลือต่อไป และคงไม่ออกจากกลุ่มยูโรโซนง่ายๆ ส่วนปัจจัยบวกสำคัญในช่วงนี้ คือ มาตรการ QE จำนวน 6 หมื่นล้านยูโร/เดือน ที่กำลังจะเริ่มใช้ในเดือนนี้
- ภาพรวมของเศรษฐกิจในกลุ่มประเทศที่พัฒนาแล้วมีแนวโน้มที่ดี ซึ่งทำให้เรามองช่วงนี้เป็นโอกาสลงทุนกับกองทุนต่างประเทศ โดยเฉพาะสหรัฐ-ญี่ปุ่น-ยุโรป และเราแนะนำให้ลงทุนระยะยาว
จีนลดดอกเบี้ยลงเพื่อกระตุ้นเศรษฐกิจอีกครั้ง
- ในปลายสัปดาห์ที่แล้ว จีนได้ประกาศปรับลดอัตราดอกเบี้ยเงินฝากระยะหนึ่งปีลงอีก 0.25% เหลือ 2.5% และประกาศปรับลดอัตราดอกเบี้ยเงินกู้ระยะหนึ่งปีลง 0.25% เหลือ 5.35% โดยถือเป็นความพยายามล่าสุดในการกระตุ้นเศรษฐกิจจีนที่ชะลอการเติบโตลง ถึงแม้ว่าแนวโน้มเศรษฐกิจจะไม่ดี แต่ในภาคการผลิตยังเติบโตได้อยู่
- แต่ในระยะยาวแล้ว ตลาดหุ้นจีนยังคงน่าลงทุน เราแนะนำให้ลงทุนในกองทุนที่มีการเลือกหุ้นรายตัวที่ได้ประโยชน์จากการกระตุ้นเศรษฐกิจ จากการเปิดเสรีทางการเงิน และกระตุ้นการลงทุน
ยังคงลุ้นกระแสเงินจาก QE ยุโรป
- ปัจจัยหนุนภายนอกในสัปดาห์นี้ คือ ทางฝั่งยุโรปน่าจะช่วยให้ตลาดบวกได้ เนื่องจากความกังวลเกี่ยวกับกรีซ
ลดลง และมาตรการ QE จำนวน 6 หมื่นล้านยูโร/เดือน ที่จะเริ่มมีการใช้ในเดือนนี้ คงต้องติดตามกระแสเงินจากต่างชาติที่กำลังจะเข้ามา แต่คงจะไม่มากและไม่รวดเร็วอย่างที่หลายฝ่ายคาดการณ์
- ส่วนปัจจัยภายในนั้นยังไม่มีปัจจัยหนุนใหม่ๆ นอกจากการเข้าประชุมของ ครม.ในสัปดาห์นี้ เรายังไม่เห็นการกลับเข้าซื้อหุ้นของต่างชาติ ซึ่งในสัปดาห์ที่ผ่านมาก็ยังไม่มีการเทขายออกจากตลาดหุ้น แต่เป็นการซื้อกลับเข้าไปในตราสารหนี้แทน เนื่องจากตัวเลขการส่งออกที่ยังไม่ดีขึ้น จึงเพิ่มความกังวลต่อเศรษฐกิจไทยมากขึ้น
- SET Index ในช่วงสัปดาห์นี้มีกรอบแนวรับอยู่ที่ 1,560 จุด และแนวต้านอยู่ที่ 1,620 จุด ซึ่งน่าจะมีแนวโน้มผันผวนได้มากในสัปดาห์นี้
ราคาน้ำมันผันผวนระยะสั้น
- ปัจจัยระยะสั้นกดดันราคาน้ำมันให้ปรับลดลง โดยจำนวนแท่นขุดเจาะน้ำมันในสหรัฐลดลงน้อยกว่าที่หลายฝ่ายคาดการณ์ และการคาดการณ์การเติบโตของ GDP สหรัฐก็ลดลง แต่ในส่วนปัจจัยบวกระยะกลาง คือ กลุ่มโอเปกออกมาประกาศคาดการณ์ว่าแนวโน้มครึ่งปีหลังราคาน้ำมันน่าจะมีการปรับตัวดีขึ้น
- ราคาน้ำมันมีแนวโน้มผันผวนในสัปดาห์นี้ เราแนะนำเก็งกำไรระยะกลาง โดยแนวรับ-ต้านของน้ำมันดิบ WTI อยู่ที่ 46-55 เหรียญสหรัฐ/บาร์เรล แต่ถ้าหากราคาหลุด 46 เราแนะนำให้ cut loss ก่อน และรอดูสถานการณ์ต่อไป
ทองคำระยะยาวยังไม่น่าลงทุน
- ราคาทองคำในสัปดาห์ที่แล้วปรับตัวสูงขึ้น จากการที่นักลงทุนเชื่อว่า FED จะยังไม่รีบคุมเข้มนโยบายการเงินในช่วงนี้และตัวเลขเศรษฐกิจที่ยังไม่เข้าเป้า ทำให้ทองคำได้แรงหนุนจากรายงานเศรษฐกิจสหรัฐที่ดูอ่อนแอลง โดยตัวเลขการขยายตัวของ GDP ในไตรมาส 4 ซึ่งมีการปรับลดลงจากที่คาดการณ์
- เราแนะนำให้นักลงทุนถือทองคำ เพื่อป้องกันความเสี่ยงได้ แต่ไม่ควรถือมากกว่า 5% ของพอร์ตการลงทุน เพราะแนวโน้มระยะยาวสินทรัพย์อย่างทองคำยังไม่น่าลงทุนจากแนวโน้มของอัตราดอกเบี้ยที่เพิ่มมากขึ้น
อัตราผลตอบแทนพันธบัตรไทยลดลง
- อัตราผลตอบแทนของพันธบัตรลดลง โดยเฉพาะตราสารอายุ 5-10 ปี เนื่องจากนักลงทุนทยอยเข้าถือสินทรัพย์ที่มีความเสี่ยงต่ำเพิ่มขึ้น จากความกังวลเกี่ยวกับแนวโน้มเศรษฐกิจไทยที่ยังคงชะลอตัว โดยเฉพาะการส่งออก ทำให้มีความเป็นไปได้มากขึ้นที่การประชุม กนง.ครั้งหน้าอาจจะมีการปรับลดดอกเบี้ยนโยบายลงเพื่อกระตุ้นเศรษฐกิจ







