
ปี’58 ลุ้น 2 ตัวแปรชี้นำ
แม้ตัวเลขเศรษฐกิจในช่วงไตรมาสสุดท้ายของปี 2557 ผงกหัวขึ้น แต่กำไรของบริษัทจดทะเบียนไตรมาส 4 แย่กว่าที่คาดการณ์ มองข้ามช็อตปีนี้มีโอกาสเติบโต 34% จากปีก่อน ภายใต้ผลิตภัณฑ์มวลรวมในประเทศ (จีดีพี) โต 3.5% ราคาน้ำมันฟื้นตัวครึ่งปีหลัง 2558
แม้ตัวเลขเศรษฐกิจในช่วงไตรมาสสุดท้ายของปี 2557 ผงกหัวขึ้น แต่กำไรของบริษัทจดทะเบียนไตรมาส 4 แย่กว่าที่คาดการณ์ มองข้ามช็อตปีนี้มีโอกาสเติบโต 34% จากปีก่อน ภายใต้ผลิตภัณฑ์มวลรวมในประเทศ (จีดีพี) โต 3.5% ราคาน้ำมันฟื้นตัวครึ่งปีหลัง 2558
บริษัทจดทะเบียน (บจ.) ในตลาดหลักทรัพย์แห่งประเทศไทยได้ทยอยประกาศผลกำไรงวดปี 2557 และงวดไตรมาส 4 ปี 2557 ซึ่งออกมาต่ำกว่าประมาณการที่ตลาดได้คาดการณ์ไว้โดยเฉพาะในงวดสุดท้ายของปี หลังจากราคาน้ำมันดิ่งลงแรง
ฝ่ายวิจัย บริษัทหลักทรัพย์ เอเซีย พลัส (ASP) ระบุว่า จากการรวบรวมข้อมูลผลประกอบการงวดไตรมาส 4 ของบริษัทในตลาดหลักทรัพย์ฯ จนถึงสิ้นเดือน ก.พ. พบว่า มีบริษัทรายงานงบการเงินออกมาแล้วกว่า 440 บริษัท หรือคิดเป็น 75% ของจำนวนบริษัททั้งหมด จากตัวเลขที่ปรากฏออกมาพบว่าต่ำกว่าความคาดหมายค่อนข้างมาก และเมื่อประเมินโดยภาพรวมคาดว่ากำไรสุทธิของบริษัททั้งหมดในงวดไตรมาส 4 น่าจะอยู่ที่ราว 8.5 หมื่นล้านบาท ลดลงถึง 47% เมื่อเปรียบเทียบกับปีที่ผ่านมา
สำหรับผลประกอบการงวดปี 2557 ทั้งปี คาดว่าจะมีกำไรสุทธิประมาณ 7 แสนล้านบาท ลดลง 16.3% ซึ่งถือเป็นฐานกำไรที่ต่ำกว่าความคาดหมายเมื่อเทียบกับประมาณการเดิมทั้งปี 2557 ของฝ่ายวิจัยที่คาดว่ากำไรจะลดลงเพียง 2.9% เมื่อเปรียบเทียบกับปีที่ผ่านมา หรือคาดว่าในปี 2557 น่าจะมีกำไรประมาณ 8.9 แสนล้านบาท
อย่างไรก็ตาม หากพิจารณาเป็นรายกลุ่มพบว่ากลุ่มอุตสาหกรรมที่มีกำไรสุทธิลดลงมากที่สุด ได้แก่ พลังงาน และปิโตรเคมี ที่ผ่านมานักวิเคระห์ ASP ก็ได้ปรับลดประมาณการกำไรปี 2557 ลงไปรองรับแล้ว โดยพลังงานลดลง 49% ตามมาด้วย ปิโตรเคมีลดลง 39% ท่องเที่ยว-โรงแรมลดลง 24% เกษตรลดลง 18% ยานยนต์ลดลง 17% ขนส่งลดลง 15% สื่อ-บันเทิงลดลง 11% ส่งออกอาหารลดลง 6% ธนาคารพาณิชย์ลดลง 3% และเหล็กลดลง 2.5%
สำหรับกลุ่มที่ถูกปรับเพิ่มประมาณการ ได้แก่ กลุ่มประกันฯ เติบโต 18% ไอซีที 13% ชิ้นส่วนฯ 6% โรงพยาบาล 2.4% อสังหาริมทรัพย์ 1.8% และกลุ่มที่เปลี่ยนแปลงเพียงเล็กน้อย คือ กลุ่มวัสดุก่อสร้าง ค้าปลีก-ค้าส่ง
ทั้งนี้ ได้ประมาณการผลการดำเนินงานงวดปี 2558 ฝ่ายวิจัยได้ปรับปรุงประมาณการเช่นกัน โดยปรับเพิ่มจากประมาณการเดิม 3.5% หรือ 1 หมื่นล้านบาท ส่วนหนึ่งเกิดจากจำนวนบริษัทจดทะเบียนที่เพิ่มขึ้น ทำให้ฐานกำไรใหม่อยู่ที่ 9.55 แสนล้านบาท แต่เมื่อคำนวณออกมาเป็นกำไรต่อหุ้น (EPS) พบว่าอยู่ที่ 101.92 บาท/หุ้น ลดลงจากประมาณการเดิมซึ่งอยู่ที่ 103.65 บาท แต่ก็เติบโต 33.6% เมื่อเปรียบเทียบกับปี 2557
กลุ่มที่มีอัตรากำไรสุทธิเติบโตสูงสุดในปี 2558 สูงสุด ได้แก่ กลุ่มขนส่ง 175% ตามมาด้วยพลังงาน 118% ปิโตรเคมี 95% สื่อ-บันเทิง 35% ประกันฯ 34% ชิ้นส่วนฯ 30% ไอซีที 25% ค้าปลีก 23% อาหาร 22% และยานยนต์ 22% เป็นต้น
ทั้งนี้ หากใช้ประมาณการกำไรใหม่ของปี 2558 คาดว่าตลาดหุ้นไทยจะมี พี/อี ราว 15.6 เท่า ซึ่งยังเป็นระดับที่ใกล้เคียงกับประเทศในกลุ่ม TIP กล่าวคือ อินโดนีเซีย พี/อี ราว 15.9 เท่า และฟิลิปปินส์สูงถึง 19.7 เท่า
นายเทิดศักดิ์ ทวีธีรธรรม ผู้อำนวยการอาวุโสฝ่ายวิเคราะห์หลักทรัพย์ ASP กล่าวว่า กำไรสุทธิงวดไตรมาส 4 ที่ออกมาต่ำกว่าคาดมากเป็นผลมาจากกลุ่มพลังงานและปิโตรเคมีต้องบันทึกสำรองจากการขาดทุนสต๊อกน้ำมันและการด้อยค่าของของสินทรัพย์จำนวนมาก จึงฉุดกำไรงวดไตรมาส 4 และทั้งปี เพราะทั้งสองกลุ่มถือว่าเป็นหุ้นที่มีน้ำหนักมากต่อตลาด
อย่างไรก็ตาม คาดว่าในปีนี้ไม่น่าจะมีประเด็นเรื่องการขาดทุนสต๊อกน้ำมันแล้ว และน่าจะหนุนอัตราการเติบโตของกำไรของตลาดให้เติบโตเพิ่มขึ้นจากปีก่อนได้ประมาณ 34%
ดังนั้น การที่อัตราการเติบโตของกำไร บจ.จะโตขึ้น 34% จากปีก่อนหน้า หรือมีอัตราการเติบโตประมาณ 16% ได้นั้น นอกจากโตจากฐานกำไรที่ต่ำแล้วยังจะขึ้นอยู่กับ 2 ปัจจัยหลักที่สำคัญ คือ 1.การขยายตัวของเศรษฐกิจ ซึ่งฝ่ายวิจัยประเมินว่าอัตราการเติบโตของจีดีพีที่ 3.5% 2.ราคาน้ำมันในช่วงครึ่งปีหลังจะต้องฟื้นขึ้นมาจากครึ่งปีแรก ซึ่งประเมินว่าทั้งปีราคาน้ำมันเฉลี่ยจะอยู่ที่ 75 เหรียญสหรัฐ/บาร์เรล และถ้าหากทั้งสองประเด็นหลักนี้ไม่เป็นไปตามคาด ก็อาจทำให้ตัวเลขประมาณการกำไรอาจคลาดเคลื่อนได้ ส่วนเป้าหมายดัชนีบนพื้นฐานการเติบโตของกำไรในระดับนี้ก็น่าจะอยู่ที่ประมาณ 1,630 จุด
“การเติบโตของเศรษฐกิจเป็นเรื่องสำคัญและคือความเสี่ยงใหญ่ที่จะต้องดูว่าการส่งออกจะเป็นอย่างไร รวมถึงการเบิกจ่ายงบประมาณ การบริโภคภายในประเทศซึ่งล้วนมีผลสำคัญมาก”
บล.ดีบีเอส วิคเคอร์ส (ประเทศ ไทย) ระบุว่า ผลประกอบการปี 2557 ที่ออกมาต่ำกว่าคาด แม้กำไรต่อหุ้นปี 2558 จะสูงถึง 30% แต่ก็มีความเสี่ยงที่จะไม่เป็นอย่างที่คาดหวัง หลังภาพรวมเศรษฐกิจยังไม่มีสัญญาณฟื้นตัวที่ชัดเจน เหล่านี้ได้ทำให้ดัชนีหุ้นแพงและเชื่อว่าระดับดัชนีปัจจุบันเป็นการยากที่นักลงทุนต่างประเทศจะเข้าซื้อ
ล่าสุด ในช่วง 2 เดือนแรกของปี 2558 นักลงทุนต่างชาติขายหุ้นไทยสุทธิ 1.1 หมื่นล้านบาท







