
กองสำรองเลี้ยงชีพทางฉลุย
บลจ.ชี้แก้กฎหมายกองทุนสำรองเลี้ยงชีพดีต่อทุกฝ่าย ลูกจ้างออมได้เพิ่ม ภาระรัฐลด
บลจ.ชี้แก้กฎหมายกองทุนสำรองเลี้ยงชีพดีต่อทุกฝ่าย ลูกจ้างออมได้เพิ่ม ภาระรัฐลด
น.ส.อารยา ธีระโกเมน กรรมการอำนวยการ บริษัทหลักทรัพย์จัดการกองทุน (บลจ.) ทิสโก้ ในฐานะอุปนายก กลุ่มธุรกิจกองทุนสำรองเลี้ยงชีพ สมาคมบริษัทจัดการลงทุน (AIMC) เปิดเผยว่า การแก้ไขกฎหมายกองทุนสำรองเลี้ยงชีพได้ผ่านการอนุมัติจากคณะรัฐมนตรี (ครม.) แล้ว น่าจะมีผลทางปฏิบัติได้ในปีนี้ ซึ่งดีต่ออุตสาหกรรม เพราะช่วยลดอุปสรรคในแง่ปฏิบัติและทำให้ลูกจ้างมีเงินออมได้เพียงพอใช้ยามชราและช่วยลดภาระของรัฐบาลได้
สำหรับประเด็นหลัก ที่มีการแก้ไข ได้แก่ การเปิดให้ลูกจ้างจ่ายเงินสะสมในอัตราที่สูงกว่านายจ้าง ทำให้ลูกจ้างออมเงินได้เพิ่มขึ้นในอัตราตั้งแต่ 2% ไปจนถึงเพดานสูงสุด 15% ของค่าจ้าง แต่รวมกับกองทุนรวมเพื่อการเลี้ยงชีพ (RMF) แล้วต้องไม่เกิน 5 แสนบาท/ปี ขณะที่นายจ้างไม่ได้เสียประโยชน์ ซึ่งดีต่อระบบ เพราะจะมีเงินระยะยาวเข้ามาในตลาดเงินตลาดทุนผ่านกองทุนสำรองเลี้ยงชีพที่จะเข้าไปลงทุน
นอกจากนี้ กรณีเกิดวิกฤตเศรษฐกิจหรือสาธารณภัยบริษัทนายจ้างสามารถหยุดหรือเลื่อนการส่งเงินสะสมหรือเงินสมทบเข้ากองทุนได้ชั่วคราวจากเดิมกฎหมายไม่อนุญาต ทำให้ลูกจ้างต้องออกจากกองทุน บริษัทนายจ้างบางรายก็เลิกกองทุนและไม่กลับมาจัดตั้งกองทุนใหม่ ซึ่งไม่เป็นผลดีต่อลูกจ้าง
น.ส.อารยา กล่าวว่า กฎหมายยังเปิดให้ลูกจ้างที่ต้องออกจากงานก่อนเกษียณหรืออายุยังไม่ถึง 55 ปีบริบูรณ์ขอรับเงินจากกองทุนสำรองเลี้ยงชีพเป็นรายงวดได้ จากเดิมเมื่อลาออกจากงานก่อนเกษียณ กฎหมายจะถือว่าลูกจ้างสิ้นสมาชิกในกองทุนจะต้องนำเงินออกจากกองทุนทั้งหมดและต้องเสียภาษีเงินได้ในปีนั้นๆ รวมทั้งเมื่อลูกจ้างนำเงินที่ได้รับไปฝากธนาคารก็ต้องเสียภาษีอัตรา 15% ดังนั้นการแก้ไขกฎหมายจึงทำให้ลูกจ้างที่เกษียณก่อนกำหนดมีเงินไว้ใช้ได้อย่างต่อเนื่อง
นอกจากนี้ ยังเปิดให้ลูกจ้างที่สิ้นสมาชิกภาพสามารถโอนเงินจากกองทุนสำรองเลี้ยงชีพไปยังกองทุนรวมเพื่อการเลี้ยงชีพ (RMF) ได้เพื่อช่วยให้ลูกจ้างได้มีการออมเพื่อการชราภาพอย่างต่อเนื่อง แม้ว่าจะมีการยกเลิกกองทุนที่ลูกจ้างเป็นสมาชิกอยู่หรือถูกให้ออกจากงานและไม่สามารถหางานใหม่ได้
“ที่ผ่านมากฎหมายเปิดให้ลูกจ้างสามารถคงเงินไว้ในกองทุนได้เมื่อถึงวันเกษียณ ซึ่งพบว่าลูกจ้างสนใจมากขึ้น เพราะหากถอนเงินออกไปบางคนก็นำไปใช้หมด และการคงเงินได้ยังส่งผลดีหากปีที่เกษียณ ตลาดหุ้นตกหากรีบถอนออกผลตอบแทนที่ได้ไปอาจลดลง ซึ่งการคงเงินไว้เมื่อหุ้นขึ้นก็ทำให้ไม่เสียโอกาส” น.ส.อารยา กล่าว
น.ส.อารยา กล่าวว่า สำหรับประเด็นที่เปิดให้ผู้จัดการกองทุนเลือกนโยบายการลงทุนให้ลูกจ้างที่ไม่ได้เลือกนโยบายการลงทุนไว้ จากเดิมกำหนดให้ลงทุนได้เฉพาะนโยบายที่มีความเสี่ยงน้อยที่สุด
“ปัจจุบันคนเข้าใจผิดว่าความเสี่ยงที่ใหญ่ที่สุด คือ การเลือกลงทุนในสินทรัพย์เสี่ยง ซึ่งในความเป็นจริงแล้วมองว่าการลงทุนในสินทรัพย์ที่ไม่เสี่ยง กลับเป็นความเสี่ยงมากกว่า เพราะเงินโตไม่ทันเงินเฟ้อและไม่พอใช้ในยามเกษียณ” น.ส.อารยา กล่าว
ทั้งนี้ ยกตัวอย่างช่วงเกิดวิกฤตแฮมเบอร์เกอร์ปี 2551 ตลาดหุ้นปรับตัวลดลงประมาณ 50% แต่ปัจจุบันผลตอบแทนจากหุ้นปรับเพิ่มขึ้นมาก เมื่อเทียบกับตราสารหนี้ที่ให้ผลตอบแทนปีละประมาณ 2-3%
น.ส.อารยา กล่าวว่า บลจ.คงต้องให้ความรู้ ความเข้าใจกับลูกจ้าง เพื่อให้เห็นข้อดีของการลงทุนในหุ้นในระยะยาวว่าจะช่วยเพิ่มผลตอบแทนได้ดีกว่าตราสารหนี้และทำให้มีเงินพอใช้ โดยอาจเริ่มจากให้ลูกจ้างเรียนรู้ผ่าน Employee Choice ที่เลือกนโยบายลงทุนตามระดับความเสี่ยงที่รับได้







