
"เอสพีซีจี"รุกทำโซล่ารูฟท็อปรองรับ"เออีซี"
SPCG สยายปีกขยายการลงทุนในต่างประเทศรุกทำโซล่ารูฟท็อปรองรับAECมั่นใจปี 58 ทำนิวไฮรายได้พุ่ง 5 พันล้านบาท
SPCG สยายปีกขยายการลงทุนในต่างประเทศรุกทำโซล่ารูฟท็อปรองรับAECมั่นใจปี 58 ทำนิวไฮรายได้พุ่ง 5 พันล้านบาท
น.ส.วันดี กุญชรยาคง ประธานกรรมการและกรรมการผู้จัดการใหญ่ บริษัท เอสพีซีจี จำกัด (มหาชน) ซึ่งผลิตไฟฟ้าจากแสงอาทิตย์ เปิดเผยว่า บริษัทจะเดินหน้าขยายธุรกิจไปต่างประเทศ ขณะนี้การเจรจาร่วมทุนกับพันธมิตรในโครงการโซล่าฟาร์มที่ประเทศญี่ปุ่นคาดว่า จะสรุปได้ภายในไตรมาส 1/58 และจะเริ่มก่อสร้างได้ช่วงไตรมาส 2/58 มีขนาดกำลังผลิตราว 150 เมะวัตต์ และบริษัทยังสนใจลงทุนทำโรงไฟฟ้าพลังงานแสงอาทิตย์ และผลิตไฟฟ้าจากพลังงานแสงอาทิตย์บนหลังคาในพม่าด้วย โดยอยู่ระหว่าง การเจรจากับพันธมิตรท้องถิ่น คาดว่า จะสรุปได้ภายในปีนี้ เบื้องต้นจะมีกำลังการผลิต 5 เมกะวัตต์ จากนั้นจะมองการลงทุนในประเทศฟิลิปปินส์ต่อไป
นอกจากนั้น บริษัทยังสนใจขยายธุรกิจไปสู่การเป็นผู้ผลิตแผงโซล่าร์ที่ติดตั้งบนหลังคา ขณะนี้อยู่ระหว่างการเจรจากับพันธมิตรจากญี่ปุ่น ให้เข้ามาลงทุนในประเทศไทย คาดว่าจะเห็นความชัดเจนได้ภายในปีนี้ มูลค่าโครงการประมาณ 100 ล้านบาท กำลังการผลิตราว 10 เมกกะวัตต์ในปีแรก และจะขยับขึ้นเป็น 100 เมกกะวัตต์ภายใน 5 ปี เพื่อรองรับการเข้าสู่ประชาคมอาเซียน (AEC) เพราะมองว่า ประเทศเพื่อนบ้านยังมีความต้องการใช้แผงโซลาร์ในการพัฒนาโครงสร้างพื้นฐานอีกมาก
อย่างไรก็ตาม บริษัทยังเดินหน้าขยายธุรกิจอย่างต่อเนื่อง โดยเตรียมเข้าประมูลโครงการผลิตไฟฟ้าพลังงานแสงอาทิตย์ภาครัฐจะออกมาใหม่ในช่วงเดือนมี.ค.นี้ ซึ่งมีการกำหนดปริมาณรับซื้อไฟ 800 เมกะวัตต์ โดยบริษัท คาดหวังจะได้รับไม่ต่ำกว่า 200 เมกะวัตต์ ซึ่งขณะนี้มีที่ดินเปล่า สามารถรองรับโครงการถึง 5,000 ไร่ และมีเงินสดในมืออยู่อีก 3,000 ล้านบาท มีความพร้อมรองรับการลงทุน
ทั้งนี้ บริษัทยังสนใจซื้อใบอนุญาตผลิตไฟฟ้าพลังงานแสงอาทิตย์ของผู้ประกอบการรายเดิมที่ยังไม่ได้เริ่มโครงการ คาดว่า จะเหลืออยู่ราว 1,000 เมกกะวัตต์ โดยขณะนี้ก็อยู่ระหว่างเจรจากับหลายราย คาดจะได้ราว 15 เมกะวัตต์ ซึ่งจะพิจารณาจากพื้นที่ที่มีความเสี่ยงน้อยที่สุด
น.ส.วันดี กล่าวว่าว่า บริษัทคาดว่ากำไรปี 58 จะทำสถิติสูงสุด หลังจากปี 57 ทำกำไรได้ 1,655.61 ล้านบาท และรายได้จะเติบโตแตะ 5,000 ล้านบาท จากปี 57 ที่มีรายได้ 4,410.72 ล้านบาท เนื่องจากในปีนี้ บริษัทจะรับรู้รายได้จากโครงการพลังงานแสงอาทิตย์ครบ 36 โครงการ กำลังการผลิตรวม 260 เมกะวัตต์ (MW) เข้ามาเต็มที่เป็นปีแรก ประกอบกับ คาดว่าในปีนี้จะมียอดขายแผงโซล่าราว 500-600 ล้านบาท จากปีก่อนมียอดขายราว 300 ล้านบาท หลังจากวางจำหน่ายสินค้าผ่านโมเดิร์นเทรด เริ่มจากโฮมโปร 77 สาขาทั่วประเทศ
"ในปีนี้เรามองกำไรน่าจะเติบโตต่อเนื่อง หรือพูดได้ว่า จะทำนิวไฮ และรายได้ก็จะเติบโตแตะ 5,000 ล้านบาท โดยบริษัทฯ ก็ยังมองหาการลงทุนเพิ่มเติม ทั้งการเข้าซื้อใบอนุญาตพลังงานแสงอาทิตย์ และการรุกทำโซล่ารูฟท็อป เพื่อรองรับ AEC ที่กำลังจะมาถึง" น.ส.วันดีกล่าว







