
แก้สลากแพง ส่อท่าล่มปากอ่าว
แม้คณะรักษาความสงบแห่งชาติ (คสช.) จะออกมาประกาศเป็นโครงการแรกๆ
โดย...กนกวรรณ บุญประเสริฐ
แม้คณะรักษาความสงบแห่งชาติ (คสช.) จะออกมาประกาศเป็นโครงการแรกๆ ว่า จะเร่งแก้ไขปัญหาสลากราคาแพงเพื่อคืนความสุขให้ประชาชน แต่ผ่านมาครึ่งปี สถานการณ์สลากแพงก็ยังไม่คลี่คลาย และที่สำคัญก็คือ ยังไม่มีแนวโน้มว่าจะแก้ได้จริงอย่างยั่งยืน ภายในอายุงานรัฐบาลและ คสช.ที่เหลืออีกไม่ถึง 2 ปีนี้
ที่ผ่านมา คสช.ลุยเปลี่ยนประธานคณะกรรมการสำนักงานสลากกินแบ่งรัฐบาลใหม่ โดยให้ สมชัย สัจจพงษ์ อธิบดีกรมศุลกากร มาขับเคลื่อนสำนักงานสลากฯ และแต่งตั้ง พล.ต.ฉลองรัฐ นาคอาทิตย์ ขึ้นเป็นผู้อำนวยการคนใหม่
จะเห็นว่าการแก้ไขปัญหาที่ผ่านมาทำมาแล้วสารพัดวิธี เริ่มจากการขึ้นทะเบียนผู้ค้ารายย่อย และทำการสุ่มรายชื่อผู้ค้าสลากรายใหม่มีคนแห่สมัครกว่า 4 แสนราย แต่รับขึ้นทะเบียนได้แค่ 3 หมื่นราย การแจกบัตรผู้ค้าสลากกรณีผู้ค้าสลากย่อยกรุงเทพฯ ให้บัตรสีส้ม และผู้ค้าสลากรายย่อยในต่างจังหวัดให้บัตรเป็นสีเขียว การเลื่อนเวลาจำหน่าย ทำให้เวลาจำหน่ายสลากลดลง และรวมชุดสลากได้ยากขึ้น ส่งผลให้ผู้ค้าสลากต้องเร่งระบายสลากให้เร็วที่สุด การสั่งปั๊มสลาก 45 ล้านฉบับ เพื่อแยกสลากระหว่างรายย่อยกับรายใหญ่ การสั่งเจ้าหน้าที่สำนักงานสลากฯ ลงพื้นที่สุ่มตรวจจับผู้ค้าสลากเกินราคา การเชิญผู้ค้ารายใหญ่ ยี่ปั๊ว ซาปั๊ว เข้าพบเพื่อขอความร่วมมือ รวมทั้งมีการปรับเปลี่ยนโยกย้ายคนในสำนักงานสลากฯ
แต่สิ่งที่เกิดขึ้นในขณะนี้ คือ ราคาสลากกลับยิ่งแพงขึ้นกว่าปกติ จากเดิมที่ขายเกินราคาอยู่คู่ละ 110 บาท กลับเพิ่มเป็น 120 บาท
น่าแปลกใจว่าการแก้ปัญหาที่ผ่านมาไม่ประสบความสำเร็จ เช่น ผู้ค้ารายย่อยไม่ยอมติดบัตร ไม่สามารถจับต้นตอผู้ค้ารายใหญ่ที่ขายสลากเกินราคาได้ ที่สำคัญสลากยังขายเกินราคามากขึ้นทุกวัน จนมีข่าวลือเรื่องเปลี่ยนตัวประธานคนใหม่และมีกระแสต่อต้านการทำงานของประธาน แต่ข่าวลือก็ยังเป็นแค่ข่าวลือ เพราะคนในกระทรวงการคลังไม่มีใครอยากเป็นประธานสลากฯในยุคนี้
ผลลัพธ์เหล่านี้ทำให้ต้องมาคิดว่า มาตรการทั้งหมดที่ออกมายังเกาไม่ถูกที่คัน ยังเป็นเพียงมาตรการทางอ้อม แบบเขียนเสือให้วัวกลัว หรือยังเข้าไปแก้ไม่ถึงแก่นของปัญหาหรือไม่ เหตุใดจึงไม่สามารถทลายวงจรอุบาทว์ที่มีเงินหมุนเวียนจากการขายสลากเกินราคาปีละกว่า 3 หมื่นล้านบาท ได้อย่างที่รัฐบาลตั้งเป้าหมายไว้
ขณะที่ท่าทีการแก้ พ.ร.บ.สำนักงานสลากฯ ใหม่เพื่อนำไปสู่การออกสลากแบบออนไลน์ หรือหวยออนไลน์ จากที่คาดว่าจะเริ่มทำกันในต้นปี 2558 นี้ เมื่อสำนักงานสลากฯ มีการเปิดเวทีทางวิชาการสัมมนาเพื่อหาทางออกนั้น แต่ล่าสุดกระแสการแก้ พ.ร.บ.เพื่อนำไปสู่การหาทางออกใหม่ๆ กลับแผ่วลงไป จนน่าสงสัยว่าเกิดอะไรขึ้น
ทั้งนี้ หากจะพิจารณาถึงสภาพการออกสลากในปัจจุบัน 74 ล้านฉบับ จะพบว่าแยกเป็นสลากกินแบ่งรัฐบาล 52 ล้านฉบับ ซึ่งมีการจัดสรรโควตาให้ทั้งรายย่อยและองค์กรมูลนิธิรวมกว่า 3.07 หมื่นราย คิดเป็นจำนวน 5 แสนเล่ม เป็นเงินราว 2,000 ล้านบาท/งวด แยกได้เป็น 4 กลุ่มคือ 1.รายย่อยส่วนกลาง จำนวน 1.06 หมื่นราย คิดเป็นจำนวน 1.46 แสนเล่ม มีทั้งคนทั่วไปและคนพิการได้โควตาจากส่วนนี้ 2.รายย่อยส่วนภูมิภาค จำนวน 1.99 หมื่นราย คิดเป็นจำนวน 1.9 แสนเล่ม ทั้งนี้แยกเป็นสลากที่จัดสรรผ่านผู้ว่าราชการจังหวัด ซึ่งจะแบ่งโควตาให้กับบุคคลทั่วไปและผู้พิการ ส่วนที่เหลือจัดสรรผ่านสำนักงานคลังจังหวัด 3.นิติบุคคล 63 ราย จำนวน 1.72 หมื่นเล่ม มีทั้งนิติบุคคลจากส่วนกลางและภูมิภาค และ 4.องค์กร มูลนิธิ และสมาคม 95 องค์กรจากทั่วประเทศ จำนวน 1.45 แสนเล่ม และล่าสุดสำนักงานสลากฯ อนุมัติเพิ่มสลากอีก 2 ล้านฉบับ เพื่อจัดให้คนพิการโดยเฉพาะทำให้ยอดการพิมพ์สลากเพิ่มเป็นงวดละ 74 ล้านฉบับ เริ่มในงวดเดือน ส.ค. 2557 ที่ผ่านมา
ขณะที่สลากการกุศล 22 ล้านฉบับ หรือ 2.2 แสนเล่ม จัดสรรให้กับนิติบุคคล (บริษัท, หจก.) 1.17 แสนเล่ม และสมาคมคนพิการ องค์กรการกุศลอีก 1.02 แสนเล่ม แต่ปัญหาคือ ทั้งองค์กร มูลนิธิ
ผู้ว่าราชการจังหวัด ผู้ที่ได้โควตารายย่อย คนพิการ มากกว่าครึ่งหนึ่งของสลากทั้งหมด กลับพากันขายสลากกลับมาให้ผู้ค้ารายใหญ่ ซึ่งนำไปสู่การรวมชุดขายเกินราคาอย่างที่เห็นในปัจจุบัน
ดังนั้น แนวทางการแก้ปัญหาสลากแพง มีทางออกที่น่าสนใจหลายเรื่องที่รัฐบาลควรจะนำไปพิจารณา ทั้งเรื่องการเปิดให้ขายสลากให้รายย่อยแบบเสรี เพราะในช่วงเดือน มิ.ย. 2558 นี้จะมีสลากมากกว่า 50 ล้านฉบับที่จะหมดโควตา ก็น่าจะถึงเวลาที่สำนักงานสลากฯ กระทรวงการคลัง กล้าที่จะลุกขึ้นมาทำเรื่องการจัดสรรโควตาให้ผู้ค้าตัวจริงเสียงจริง โดยผ่านกระบวนการคัดเลือกอย่างแท้จริง ไม่ใช้เอาเส้นสายของตัวเองมารับโควตาไป แม้ว่าหากดูจากเวลาที่เหลือแล้ว มาตรการจัดสรรสลากให้รายย่อยแบบโปร่งใสและเป็นธรรม คงไม่สามารถเกิดขึ้นได้อย่างที่หวังก็ตาม
นอกจากนี้ ยังรวมถึงประเด็นเรื่องการแก้ พ.ร.บ.สำนักงานสลากฯ เพื่อเปิดทางให้ออกสลากแบบออนไลน์ 6 ตัว หรือสลากแบบเลขท้าย 3 และ 2 ตัว หรือเกมแบบอื่นได้ น่าจะเป็นทางออกที่น่าสนใจอีกทางหนึ่ง ที่น่าจะทำได้ในรัฐบาลยุคนี้
อีกแนวทางที่สำนักงานสลากฯ เสนอ คือ การตั้งกองทุนรับซื้อเลขไม่สวย เพื่อดัดหลังพ่อค้ารายใหญ่ที่รวมชุดขาย และแก้ปัญหาข้ออ้างของรายย่อยที่ไม่ยอมขายสลากเอง เพราะไม่อยากแบกรับต้นทุนสลากส่วนที่ขายไม่ออก และยังเป็นการสร้างแรงจูงใจให้รายย่อยกล้าออกมาขายสลากเองมากขึ้น เพราะสามารถนำเลขไม่สวยก็เอามาขายคืนสำนักงานสลากฯ ได้ ซึ่งเป็นอีกแนวทางหนึ่งที่กำลังมีการถกเถียงกัน แม้ว่าบางฝ่ายจะไม่เห็นด้วยว่าเป็นการนำเงินมาแก้ปัญหาที่ไม่ถูกจุดนักก็ตาม
วิธีการทั้งหมดนี้ขึ้นอยู่ที่ผู้บริหารสำนักงานสลากฯ กระทรวงการคลัง และรัฐบาลชุดนี้จะกล้าหรือไม่...
เพราะทุกแนวทางมีผลกระทบตามมาทั้งสิ้น ไม่ว่าจะเป็นการตั้งกองทุนรับซื้อเลขไม่สวย ก็จะไปกระทบกับเงินนำส่งเข้ารัฐปีละ 6,000 ล้านบาท จากที่เคยส่งเข้ารัฐปีละ 1.4 หมื่นล้านบาท ซึ่งหากรัฐบาลกล้าทำก็เท่ากับยอมเฉือนรายได้ตัวเองออกไปปีละไม่น้อยกว่า 6,000-7,000 ล้านบาท
ส่วนการออกสลากออนไลน์ และการรื้อโควตาให้รายย่อยขาย ก็จะกระทบกับผู้ค้ารายใหญ่ ยี่ปั๊ว ซาปั๊ว ที่วิ่งวุ่นเข้าๆ ออกๆ เส้นทางการเมือง ถามว่าคนที่อยู่ในวงการสลาก คนกระทรวงการคลัง และรัฐบาลกล้าพอหรือไม่ที่จะเปลี่ยนแปลงเรื่องนี้จริงๆ
เพราะหากยุค “คณะรักษาความสงบแห่งชาติ” ยังไม่กล้า ก็ทำนายได้เลยว่า ปัญหาสลากแพงใครหน้าไหนก็แก้ไม่ได้







